ดาร์บี้อีสาน

ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งสำหรับหัวหอกชาวประเทศสเปน อัลบาโร่ เนเกรโด้ ทำให้เขาเป็นที่จับตาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อย้ายมาอยู่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ด้วยค่าตัวถึง 20 ล้านปอนด์ ในปี 2013

ดาวเตะดีกรีกลุ่มกระทิงดุไต่เต้ามาจาก ราโย บาเยกาโน่, เรอัล มาดริด เบ, อัลเมเรีย ก่อนโด่งดังกับเซบีย่า จนทำให้ ''เรือใบสีฟ้า'' ควักเงินก้อนโตล่าตัวมาร่วมทัพ

เนเกรโด้ได้สมญานามจากแฟนบอลว่า ''เดอะ บีสต์'' ซึ่งช่วงแรกเขาก็แปลกใจกับนิกเนมใหม่ในอังกฤษ แต่หัวหอกร่างใหญ่ก็ตอบแทนสาวกกลุ่มเรือใบสีฟ้าด้วยการช่วยกลุ่มอย่างมีประสิทธิภาพ

ฤดูแรกของเขาในพรีเมียร์ลีกจบลงด้วยถ้วยรางวัล ทั้งแชมป์พรีเมียร์ลีกรวมทั้งลีก คัพ นอกเหนือจากนี้ สถิติส่วนตัวของเนเกรโด้ยังทำเป็นถึง 26 ประตู ให้แมนฯ ซิตี้ และก็กลุ่มชาติประเทศสเปน

แต่นั่นคือทางที่สวยงามจนกระทั่งม.ค.ปีนั้น เพราะเหตุว่านอกจากเนเกรโด้จะทำแต้มไม่ได้อีก ร่างกายยังมีปัญหากับอาการเจ็บไหล่ รวมทั้งสุดท้ายก็หลุดจากกลุ่มของ มานูเอล เปเยกรีนี่ ไป

ฤดูร้อนปีนั้นแมนฯ ซิตี้ ปล่อยตัวเขาให้บาเลนเซียยืมตัว ก่อนซื้อขาดตอนสิ้นฤดูด้วยค่าตัว 24 ล้านปอนด์ แต่ว่าปัญหาในกลุ่มยี่ห้อค้างคาวก็ไม่นับว่าเป็นตอนที่สม่ำเสมอสักเท่าไหร่

ที่เมสตาย่า เขามีปัญหากับกุนซือ นูโน่ เอสปิริโต้ และไม่ได้ลงสู่สนามมากมายสักเท่าไหร่ ซึ่งเกิดเรื่องลักษณะเดียวกับที่เอติฮัด เมื่อเปเยกรีนี่ดูเหมือนจะไม่ไว้ใจเขาสักเท่าไหร่ หรืออย่างยอดเยี่ยมก็มีเพียงแค่ช่วงแรกของฤดูเท่านั้น

การเปลี่ยนแปลงในชมรมที่แปลงโค้ชเป็น เอ็งรี่ เนวิลล์ ให้โอกาสให้เนเกรโด้กลับมาสู่กลุ่ม แต่ก็แค่เวลาสั้นๆเมื่อกลุ่มส่งผลงานไม่เป็นที่น่าพอใจ ทำให้อดีตกองหลังกลุ่มชาติอังกฤษโดนเฉือนในเวลาถัดมา

เท่ากับ 2 ปีหลัง ทางลูกหนังของเนเกรโด้ไม่ราบรื่นเท่าที่หวัง รวมทั้งเมื่อมิดเดิ้ลสโบรช์ติดต่อให้กลับมาพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง เขาจึงตอบตกลง เพราะเหตุว่าเชื่อว่าเขาน่าจะอยู่สู้ต่อ แทนที่จะกลับบ้านเมื่อ 2 ปีกลาย

แม้สถานะของ ''เดอะ โบโร่'' จะต่างกับ ''ซิตี้'' ในหลายๆด้าน ทั้งโอกาสประสบความสำเร็จรวมทั้งสมรรถนะกลุ่ม แต่เมื่อได้คุยกับ ไอโคนร์ การันก้า กุนซือชาติเดียวกัน เนเกรโด้จึงตกลงใจเลือกโอกาสลงสู่สนามก่อนเป็นขั้นตอนแรก

นัดหมายเปิดฉากฤดูใหม่ในสีเสื้อสิงห์แดง เนเกรโด้ทำแต้มสโต๊คได้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แม้จะโดนฟรีคิกของ เซอร์ดาน ชากิรี่ แบ่งแต้ม ส่วนตัวแล้วถือเป็นการเริ่มที่น่าพอใจสำหรับกองหน้าจากแดนกระทิง

สุดสัปดาห์นี้ โบโร่ต้องทำสงครามดาร์บี้แมตช์แม่น้ำ ''หนส์-เวียร์'' กับซันเดอร์แลนด์ที่อาจไม่ต้องกล่าวว่าเข้มข้นแค่ไหน เพราะเหตุว่านอกจากเป็นกลุ่มร่วมแดนอีสาน เจ้าของบ้านยังต้องเล่นให้ซาบซึ้งใจแฟน และก็กุนซือ เดวิด มอยส์ ด้วย

สตีเว่น พีท้องนาร์ คนสนิทสนมของ เดวิด มอยส์ เซ็นฟรีมาร่วมทัพแมวดำในวัย 34 ปี

ฟาก ''แมวดำ'' บางทีอาจยังมีปัญหาให้สะสางหลังเริ่มฤดูด้วยการพ่ายแมนฯ ซิตี้ 1-2 โดยเรื่องสำคัญคือสถานะของ ลามีน วัวเน่ กองหลังจอมเข้มแข็งที่ส่อแววต้องการย้ายกลุ่ม

ดาวเตะไอวอรี่วัวสต์ไม่ยอมต่อสัญญาฉบับใหม่ที่ซันเดอร์แลนด์มอบให้ ท่ามกลางข่าวโคมลอยกับเอฟเวอร์ตันที่จัดแจงยื่นข้อเสนอ 14 ล้านปอนด์มาให้ มากพอนายหน้าส่วนตัวออกคำชี้แจงขอย้ายกลุ่มก่อนพบเรือใบสีฟ้าด้วย

กระนั้นก็ตาม มอยส์ยังส่งวัวเน่ลงสู่สนามนัดแรก แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น เพราะเหตุว่าเจ้าตัวยังยืนกรานต้องการย้ายรัง จนกุนซือเลือดสกอตต์ต้องออกมาเห็นด้วยสภาพว่าโกเน่จะไม่ได้ลงเตะกับโบโร่ ทั้งอาการเจ็บหลังรวมทั้งปัญหาลึกๆกับชมรม

ไม่เพียงแค่นั้น กลุ่มยังเพิ่งปล่อย ยูเนส กาบุล ไปให้วัตฟอร์ดด้วยค่าตัว 4 ล้านปอนด์ ทำให้แนวรับเหลือตัวเลือกลดลง

ท่ามกลางข่าวไม่ดีก็ยังมีเรื่องมีราวดี เมื่อแมวดำจับตัวได้ สตีเว่น พีท้องนาร์ ที่เคยทำงานร่วมกับมอยส์มาก่อนที่เอฟเวอร์ตัน รวมทั้งมาฝึกซ้อมทดลองฝีเท้ากับกลุ่มแมวดำด้วยข้อตกลง 1 ปี

มิดฟิลด์ชาวแอฟริกาใต้ผ่านร้อนหนาวมาเยอะแยะในพรีเมียร์ลีก น่าจะช่วยนายเก่าได้พอสมควร ถ้าไม่เจ็บบ่อยๆราวกับที่ผ่านมา

ดาร์บี้แมตช์ที่แดนอีสานนัดหมายนี้บางทีอาจไม่ได้ใหญ่มหึมา แต่ก็ยังคงสำคัญสำหรับผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยในระดับสูงสุดอย่างไม่เปลี่ยนแปลง

เมื่อเมืองทอง….คำราม!!!

ชั่วโมงนี้ไม่เขียนถึงอาจจะไม่ได้แล้วละครับสำหรับผลงาน''เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด'' ในเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก ปัจจุบัน
4 นัดหมาย 8 คะแนนจากแต้มเต็ม 12 หายไป 4 จากผลเสมอ 2 นัดหมาย ที่เยี่ยมคือ "คราวแรก" ของ "กิเลนผยอง" ในการชนะกลุ่มจากญี่ปุ่นรวมทั้งเกาหลีใต้ ระดับสมาคมเอเชีย ส่งผลให้พวกเขารั้งจ่าฝูงกลุ่มอี พร้อมกับเพิ่มโอกาสเข้ารอบนอคเอาต์ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลไทย
นับตั้งแต่คราวแรกที่สมาคมไทยได้สิทธิ์ร่วมแข่งขันเอเอฟซี ชปล. เมื่อปี 2002 กระทั่งโดนเว้นวรรคไป 3 ซีซั่นช่วง 2009-2011
ต่อจากนั้นได้สิทธิ์แชมป์หนึ่งกลุ่มเตะรอบแบ่งกลุ่มปี 2012 จังหวัดบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด คือกลุ่มแรกจนถึงปีปัจจุบันที่เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด แข่งขันกลุ่มแชมป์ไทยลีก ได้สิทธิ์อัติเตียนโนมัติเตียนหนึ่งที่ จากความเพียรพยายามในการพัฒนาลีกภายในให้ได้มาตรฐานสากล
ถ้านับถอยหลังจริงๆอาจจะจำต้องช่วงปี 1996 โน่นแหละครับที่มีไทยแลนด์ลีก ปรับตัวจากถ้วยพระราชทาน กรัม เลิกล้มการแข่งขันชิงชัยแบบทัวร์ทุ่งนาเม้นต์ 3-4 เดือนจบ มาเป็นการแข่งขันชิงชัยพบกันหมดเหย้าเยี่ยม
แต่…ยังไม่เป็นรูปแบบสากล ด้วยเหตุว่าใช้สนามเป็นกลาง แต่ติ๊งหากว่ามีเหย้ารวมทั้งเยี่ยมให้ครบมนสนามเป็นกลางนั่นแหละ ในขณะที่สนามทบ, ธูปะเตมีย์…บลาๆๆ
ช่วงนั้นผู้ช่วยเหลือเปลี่ยนไปหลายเจ้า กระทั่งกระทั่งถึงช่วงคาบเกี่ยวจากไทยแลนด์ลีกมาเป็นไทยพรีเมียร์ลีกสองซีซั่น
จังหวัดชลบุรี เอฟซี ปี 2007 รวมทั้งปีต่อมา การไฟฟ้า ที่แปลงกายเป็นจังหวัดบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดในปัจจุบัน นั้นคือช่วงคาบเกี่ยวเปลี่ยนถ่ายเพื่อเป็นระบบลีกจริงๆมีเหย้าเยี่ยมจริงๆไม่มีแข่งขันสนามเป็นกลาง ขึ้นปี 2009 ก็เลยมีต้นแบบเด่นชัดที่สุดโน่นบางทีอาจนับว่าปีแรกอย่างเอาจริงเอาจัง
มีต่อสู้กันสองกลุ่มคือ เมืองทอง รวมทั้ง จังหวัดชลบุรี กระทั่งเป็นที่มาของ "เอล กลาสิโก" เมืองไทย อะไรประมาณนั้น ซึ่งความเป็นจริง ทัศนะส่วนตัวของผมก็ไม่เห็นจำต้องไปเอล กลาสิโก อะไรให้เหมือนเรอัล มาดริด กับบาร์เซโลนา
บอลไทยก็บอลไทย หาเอกลักษณ์ตัวเองไม่ต้องไปเลียนแบบอะไรที่เขามีรากเหง้าประวัติศาสตร์ฟุตบอลกันมานานเกิน 50 ปี
จากความก้าวหน้าบอลไทยพรีเมียร์ลีกมาเป็นไทลีก 1 ในปัจจุบันก็ 10 ปีแล้วครับที่เราพยายามปรับปรุงไปในทิศทางที่สมควรตามแบบสากล เบาๆปรับกันทุกแบบทั้งแฟนบอล, ผู้ตัดสิน, นักเตะ, โค้ช, เรื่องบริหารจัดแจงกลุ่มมันอาจจะไม่ร้อยเปอร์เซนต์แน่นอน…ถึงวันนี้ แต่มันดีขึ้นกว่าครั้งก่อน
โอเค…มันอาจจะเป็นแนวทางแบบไทยๆครับผม หลายๆเรื่อง แต่ถ้ามองดูบวกในทางการผลักดันและส่งเสริมการกีฬาอาชีพ, ธุรกิจ กีฬา ตอนนี้จำนวนเงินเป็นอย่างมาก ถ้ามองดูแง่การทำงานทุกฝ่ายเลย เรายังไม่มืออาชีพมากพอ แต่มันคือช่วงของการเปลี่ยนถ่ายยุคสู่ยุค ช่วงปรับตัวจากวิถีบอลไทยเมื่อในอดีตมาเป็นปัจจุบัน
สิ้นสมัย ปิยะดงษ์ ผิวอ่อน, ซิโก เกียรติศักด์ เสนาเมือง จนถึง ดัสกร ทองเหลา, ธีรเทวดา วิโนทัย ก้าวสู่ยุค ธีรศิลป แดงดา, ธีราทร บุญมาทัน, ชนาธิป สรงกระสินธ์
1 ทศวรรษบอลไทย…มีดราม่า มีปัญหามากไม่น้อยเลยทีเดียว ซวดเซ แต่วันนี้จำต้องกล่าวว่ามันไปในทิศทางที่ดีขึ้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มันบางทีอาจจำเป็นจะต้องใช้เวลานานกว่าเจลีก, เคลีก ถ้าหากหวังการบรรลุเป้าหมายในระดับร่วมเป็นร่วมตายกลุ่มเกาหลีใต้รวมทั้งญี่ปุ่น ทั้งสมาคมรวมทั้งกลุ่มชาติผมว่าเราใช้เวลาปรับปรุงนานกว่า…แต่ถ้าไปถูกทาง นานกว่าแล้วสำเร็จ จำต้องอดทนครับ มันเป็นไปไม่ได้ลัด

นิสัยคนประเทศไทยเรายังไม่มีวินัยหรือรับผิดชอบสังคมมากเท่าชาวญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ ดำเนินการอะไรจำต้องใช้เวลาสักหน่อย อย่าไปเดินทางลัด ด้วยเหตุว่าเป็นไปไม่ได้ลัดในเกมฟุตบอล ไม่อย่างนั้น ซาอุดีอาระเบีย หรือกลุ่มจากอาหรับ ครองแชมป์โลกไปแล้ว
โดยเหตุนี้เราจำต้องปรับปรุง ตามแบบสากล ปรับทัศนคติของทุกคนในวงการฟุตบอลไปเรื่อยๆถึงจุดหนึ่งที่สมควร…มันจะมาเองครับ ถ้าไม่ล้มครืนพังลงไปก่อน ผมว่าเรามีโอกาสเติบโตในระดับทวีปได้
มองเห็นมั้ยครับ… 10 ปี มาแบบถูกบ้างไม่ถูกบ้าง ปรับตัวกันไปพอเหมาะพอควร ถึงจุดนี้อย่างที่จั่วหัวไป เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด มีโอกาสที่จะเป็นสมาคมแรกของเมืองไทยที่ผ่านเข้าสู่รอบนอคเอาต์ หลังจากได้สิทธิ์ในปี 2011 โน่นคือไทยลีกตั้งมา 4-5 ปี เอเอฟซี มองเห็นความก้าวหน้ารวมทั้งความมุ่งมั่น
จังหวัดบุรีรัมย์ ยุไนเต็ด คือกลุ่มแรกที่เล่นรายการนี้ในปี 2011 ในฐานะแชมป์ไทยลีก ผลงานของพระราชวังสายฟ้าจำต้องกล่าวว่าดีขึ้น มีทั้งชนะ,เสมอ รวมทั้งแทบเข้ารอบนอคเอาต์ในปี 2015 เพียงแค่ด้วยเหตุว่าเรื่องของ เฮด ทู เฮด เพียงเท่านั้น
พวกเขาทำได้ 10 แต้มเท่ากับ ซงนัม เอฟซี จากเกาหลีใต้รวมทั้ง กัมบะ โอซาก้า จากญี่ปุ่น แต่พอนับเฉพาะผลงานที่เกี่ยวข้องกันสามกลุ่ม พวกเขาไม่เข้ารอบอย่างโชคร้าย คือถ้านับเฉพาะตารางคะแนนธรรมดา จังหวัดบุรีรัมย์ จะเป็นแชมป์กลุ่มโดยทันที ด้วยเหตุว่าผลงานโดยภาพรวมดีสุด แต่เมื่อกฏ กติกา ออกมาอย่างนั้น ใช้ เฮด ทู เฮด เฉพาะกลุ่มที่มีแต้มเสมอกัน เป็นไม่นิลีก สามกลุ่มพอดิบพอดี เลยชวดเข้ารอบไปอย่างโชคร้าย
พอเพียงปีที่ผ่านมาเก็บได้ 1 แต้ม ไม่เข้ารอบแบ่งกลุ่มในจังหวะขาลงพอดิบพอดี… มาปีนี้ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด แชมป์ไทยลีกคือตัวแทนที่เข้าไปเล่นรอบแบ่งกลุ่ม รวมทั้งเมื่อผ่านไป 4 นัดหมาย สร้างผลงานได้น่าประทับใจ กระทั่งเป็นกระแสไปทั้งประเทศ
ตอนนี้ก็รอคอยลุ้นนัดหมายที่ 5 ต้อนรับการมาเยี่ยมของบริสเบน รอคอยร์ ที่ทำท่าว่าจะมีลุ้นเข้ารอบด้วยเหมือนกันถ้าหากพวกเขาบุกมาชนะเมืองทองได้ถึงเอสซีจี สเตเดี้ยม แล้วคู่ ค้างชิมา กับ อุลซาน ฮุนได เท่ากัน โน่นจะทำให้นัดหมายสุดท้ายนัดหมายที่ 6 จะมีลุ้นเข้ารอบกัน 4 กลุ่มเลยวครับ
มองดูแง่ลบๆไว้ก่อนครับผม….แต่ถ้าเมืองทองมีแต้มโอกาสเข้ารอบแจ่มใส หนึ่งแต้มก็ลุ้นได้มาก ถ้าสามแต้ม เข้ารอบเลย
โน่นคือภาพกว้างๆอีกสองแมตช์ช่วงปลายเดือนเม.ย. กับต้นเดือนพฤษภาคม แต่เอาที่เกิดขึ้นนัดหมายปัจจุบันชัยต่อ อุลซาน ฮุนได ในบ้านของ "กิเลนผยอง" ถือว่าเป็นฟอร์มที่ยอดดีที่สุด ผมว่าเล่นดีกว่านัดหมายที่เจอ ค้างชิมา แอนต์เลอร์ "รองแชมป์สมาคมโลก" ด้วยด้วยเหตุว่าสกอร์บางทีอาจไม่ใช่ 1-0 จากโอกาสที่ทำได้
เกมนัดหมายนี้โค้ชแบน ธชตวัน ศรีปาน วางแทกติเตียนกเหมือนทุกนัดหมายก่อนหน้าที่ผ่านมา ที่ให้สัมภาษณ์ว่าจะบุก ด้วยเหตุว่าอยากได้ชนะนั้นคือการปล่อยข่าวลวง ด้วยด้วยเหตุว่าแทกติเตียนกของโค้ชแบน เหมือนเกมแรกที่เสมอ บริสเบน, ชนะ ค้างชิมา รวมทั้งเสมอ อุลซาน
โน่นคือตั้งรับแบบคุมโซน รอคอยคู่แข่งขันพลาด ตัดบอลได้ สวนกลับโดยทันที
นี่คือการวิเคราะห์เกมได้ถูกตามประสิทธิภาพรวมทั้งมาตรฐานของกลุ่มตัวเองเมื่อเทียบกับคู่แข่งขัน ไม่ใช่จะไปบ้าจี้เปิดเกมรุกเข้าใส่เพื่อหวังชนะ ด้วยเหตุว่าบอลของเรายังคงจำต้องเล่นด้วยแทกติเตียนกรับรอคอยสวน
ยังไม่ถึงขั้นไปเปิดเกมรุกตะลุยแหลกเหมือนที่พวกเขาเล่นกับเรา
การเล่นแบบงี้จำต้องมั่นใจว่ารับแน่น แนวรับทั้งแผงกับแดนกลางจำต้องรักษาช่องไฟให้แคบ ไม่ห่างกันมากมาย ปิดการเข้าทำตามช่องบีบให้ ครอสจากด้านข้างแล้วลุ้นความบกพร่องในการมาร์คหรือตามติด
บังเอิญกองหลังเมืองทองชุดนี้ไม่ใช้เด็กหงส์…ที่โยนจากด้านข้างเป็นโดนยิงทุกที…55555 ถือว่าการป้องกันใช้ได้ครับ ความบกพร่องส่วนตัว จำพวกหลุดผู้เดียวเข้าไปเปิดเกมง่ายๆอะไรนั้นไม่มี เมื่อลดความบกพร่อง…ยืนกันรัดกุมดี คู่แข่งขันก็เจาะยาก แรงกดดันตกไปอยู่กับกลุ่มบุก

นี่ผ่านมารวมนัดหมายปัจจุบันกลุ่มโค้ชแบนเสียไป 1 ลูกให้ค้างชิมา นอกจากนั้นไม่เสียประตูเลย กับ อุลซาน สองนัดหมายกลุ่มจากเกาหลีใต้ เยี่ยมมากมายๆบริสเบน เสมอแบบน่าชนะ จุดนี้คือจุดแข็งของกลุ่มคือพลาดยาก เสียยาก
การวางแทกติเตียนของโค้ชแบน ธชตวัน ศรีปาน ก็เลยทำได้ตลอด ด้วยเหตุว่านี่คือจุดแข็งของเมืองทองในตอนนี้
ผมเองโชคดีมีโอกาสนำเสนอเอเอฟซี ชปล. ผ่าน bugabootv แล้วเป็นเทปออกช่อง 7 ตอนกลางคืน ติดตามแนวทางการทำงานของทุกทีมในกลุ่มรวมทั้งงานของโค้ชแบน
นัดแรกใช้กองหลัง 4 อดิศร พรหมรักษ์ ยืนคู่ อาโอยามะ หามซ้าย ธีราทร ปีกซ้าย พีรพัฒน์ ด้วยเหตุว่าอยากได้คนช่วยเกมรับทางซ้าย แล้วบุกได้ทั้งสองคน กลางคือ อี โฮ กับ วัฒนา พลายนุ่ม ช่วยเหลือ เมสซี เจ ที่ยืนข้างหลัง ธีรศิลป กับ ซิสโก้
ความเชื่อมั่นและมั่นใจจากเกมแรกทำให้เกมสองกองหลัง, กลางชุดเดิม ปรับเพียงแค่ มงคล ทศไกร มายืนทางขวาเพื่อช่วยเกมรับเป็น 4-4-1-1 ด้วยด้วยเหตุว่าธีรศิลป ไม่พร้อม เกมนี้พลาดเสียประตูแต่ กลับมีทีเด็ดจาก ซิกโก้ ด้านหลังเกมชนะ ค้างชิมา แอนต์เลอร์
เกมสามเยี่ยมอุลซาน เกมนี้จำต้องเห็นด้วยว่าเกมรับเทียบสองเกมแรกไม่ได้ แทบเสียประตูสองสามครั้งจากโอเพ่น เพลย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงท้ายเกม แต่เอาตัวรอดได้ รวมทั้งมีจังหวะสวนกลับที่ดี ถ้าดูรายละเอียดแทกติเตียนก
เกมเยี่ยมอุลซานนั้น โค้ช แบน ใช้กองหลัง 3 คือเพิ่ม อดิศร ลงไปช่วยเกมรับกับ อาโอยามะ รวมทั้ง เซลิโอ ผ่านความฟิตลงมายืนได้ วิงหามสองข้างอย่างเดิม ทริสตอง โด กับ อุ้ม ห่วยกว่านั้ด้วยเหตุว่า อี โฮ ไม่ฟิตเป็นตัวจริงทำให้จำต้องส่งเด็ก ศนุกรานต์ ถิ่นจอมFun88ลงเล่นกับ วัฒนา
พอนัดปัจจุบันปรับมาเล่นหลัง 4 อดิศร พัก ใช้เซลิโอ กับ อาโอยามะ ที่ดูเหมือนจะเข้าคู่ได้ดิบได้ดี ในช่วงเวลาที่กองกลางส่ง รัชพล ทุ่งนาวันโน เทวดาเดินสาย คู่หู ชนาธิป สมัยอยู่จังหวัดนครปฐม กระทั่งไปด้งกับชัยนาท ฮอร์นบิล เปิดฉากเกมใหญ่เลย
เกมนี้ต้นแบบ 4-4-1-1 ปรับเอา ธีรศิลป ยืนฝั่งซ้ายช่วยงานน้องอุ้ม มงคล ทางด้านขวา ในเกมรับ ซิศโก ค้ำหน้า เมสซี เจ ตัวฟรีในเกมรุก
ผมตั้งข้อคิดเห็นว่า แทกติเตียนของ โค้ชแบน เวิร์ค ด้วยเหตุว่า เกมรับรัดกุมได้จริงอยู่แต่ที่สำคัญคือเกมรุกสามารถตอบโต้กลับ ขู่ อุลซาน รวมทั้งคู่แข่งขันได้ทั้งสามเกมครับ ด้วยเหตุว่าการมี ซิสโก ยืนค้ำหน้า ด้วยเกรดบอลระดับ ซิสโก นั้นสามารถเอาตัวรอดได้ในแผงหลังคู่แข่งขันไม่ยาก
เก็บบอลได้ ทั้งกลางอากาศรวมทั้งพื้นดิน เขาเล่นบอลตลอดได้ บวกกับเมสซี เจ ที่กำลังพีคๆมี มุ้ย ที่ความชำนาญดี ทำให้จังหวะตอบโต้กลับ อันตราย น่าขนลุก. อุลซาน ก็จำต้องวิ่งลงกันจ้าละหวั่น
เกมปัจจุบัน…จังหวะสวยที่สุดในการเคลื่อนที่ของเกมมีสองจังหวะที่ ธีราทร คลึงบอลหลอกคู่แข่งขันสองจังหวะก่อนปลดปล่อยบอลให้ ซิสโก หลุดผู้เดียว แต่ยิงไม่ดีเอง รวมทั้งอีกหนึ่งจังหวะ มุ้ย ให้บอลเข้าพื้นที่ว่างระหว่างกลางกับหลังของ อุลซาน
เมสซี เจ ใส่เข้ามาด้วยเซนส์ฟุตบอล รับแล้วพลิกป้ายแม้กระทั่ง มงคล ยิง…ติดเซฟ ยอง แด นายประตูจอมเซ่อซ่าของ อุลซานถ้าคมๆเด็ดขาด มันจำต้อง 3-0
อันนี้ไม่ได้อวยอะไรกันเกินเหตุ ถ้าใครกันแน่ได้ดูจากแทกติเตียนกการเล่น โอกาสที่จะยิงประตูกันนั้น เอสซีจี เมืองทอง ยุไนเต็ดเด่นชัดรวมทั้งมีมากกว่า แต่เมื่อไม่เด็ดขาดเองซึ่งบางทีอาจเป็นบทเรียนในวันหลังได้
เหมือนแมนฯยูฯไงครับ นำ 1-0 พอเพียงลูกสองไม่มา เลยโดนตีเสมอด้านหลังเกม ฟุตบอลมันเป็นแบบนี้แหละครับ ฝึก จัดเตรียมกลุ่ม วางแทกติเตียนก แต่ถ้าไม่สามารถที่จะปิดสกอร์ได้ มันคือปัญหา นี่จะเป็นสิ่งที่ โค้ชแบน ธชตวัน ศรีปาน อาจจะจำเป็นจะต้องไปปรับสมาชิก
อีก 2 นัดหมายรับมือบริสเบน รอคอยร์ ที่เราบางทีอาจใช้ความเป็นต่อเรื่องลักษณะอากาศที่ร้อนอบอ้าว ขนาดเตะ 19.30 น. พวกประเทศอากาศหนาวไม่เคยชินแน่นอนครับ อากาศร้อนของเมืองร้อน กับอากาศร้อนของเมืองหนาวมันแตกต่าง

ในฐานะที่ผมเคย…ไปซัลโวประตูที่ศูนย์ฝึกฝนกลุ่มชาติเกาหลีใต้เมื่อสามสี่ปีก่อน เล่นท่ามกลางอากาศร้อนในเกาหลีใต้ 19-20 องศาครับผม น้ำลายเหนียวติดคอ หายใจไม่ทัน ส่วนอากาศร้อนบ้านเรา
เพียงแค่วิ่งสปีดก็แทบจะไม่มีแรงแล้ว…เหมือนที่นักเตะอุลซาน ฮุนได โดนความร้อนทำร้าย วิ่งไม่ออก เพรสซิง ไม่เป็น ตรงนี้แหละครับที่โค้ชเกาหลีใต้ ช่วงแรกคุยว่าปรับตัวได้ ไม่กลัว พอเพียงแพ้ โทษอากาศว่าร้อน ส่งผล
จริงๆส่งผลครับ…แต่ใครกันแน่จะบอกก่อนเกมว่ามันมีผล ไม่เช่นนั้นคู่แข่งขันทราบข้อบกพร่อง แต่เชื่อเถอะพอเพียงเล่นเกมไปเรามองเห็นเลยว่า พวกเขาจำต้องเล่นเกมช้า เน้นความแน่ชัด ทั้งนักเตะเกาหลีรวมทั้งโครแอต ที่ไม่เคยชินกับอากาศแบบงี้ สปีดหนีนักเตะไทยไม่พ้น
ผมมั่นใจว่าบริสเบน รอคอยร์ ไม่ได้มีความแตกต่างกับกลุ่มชาติออสเตรเลียที่แทบมาเสียฟอร์มในการคัดเลือกบอลโลก รวมทั้งเกมนี้…ถ้าโค้ชแบน วางแทกติเตียนกอย่างเดิมไม่ต้องไปย่ามใจอะไรมากมายกับผลงาน รอคอยสวนแม่นๆปรับจังหวะการยิงให้คมกริบ
ได้ 1 แต้ม โอกาสเข้ารอบนอคเอาต์มีเยอะพอสมควรโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าค้างชิมาฝัง อุลซานได้ เท่ากับนัดหมายสุดท้ายที่เจอกับเมืองทองคือการแย่งที่ 1 รวมทั้ง 2 ในกลุ่มเพียงเท่านั้น หรือถ้าอยากได้

ชิชาริโต้ กลับมา ผีแดง

ฤดูกาลนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด มีปัญหากับเกมรุกของตนอย่างหนัก
พอจะกล่าวว่าปัญหาในเกมรุกของทีมปีศาจแดงอยู่ที่กองหน้าก็คงพูดได้ไม่เต็มปากเต็มคำนัก ในเมื่อหัวหอกมหาประลัยอย่าง ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ยังคงซอกซอยตาข่ายได้โดยตลอด
สิ่งที่เป็นปัญหานั้นก็คือเมื่อไม่มีดาวยิงวัย 35 กะรัตผู้นี้ หรือเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณพี่เขาทำฟอร์มตก – เล่นไม่ออก เกมรุกของ แมนฯ ยูไนเต็ด จะขาดแคลนขึ้นมาทันที
นอกจากกองหน้าตัวหลักอย่าง "อิบรา" แล้ว โชเซ่ มูรินโญ่ ยังมีผู้เล่นจำพวกหัวหอกอยู่ในแผนกล่าสังหารอีก 2 หน่วย คือ มาร์คัส แรชฟอร์ด กับ อ็องโตนี่ มาร์กสิยาล ทว่าในเวลานี้ดูราวกับว่าทั้งสองจะกลายพันธุ์เป็นตัวรุกริมเส้นหรือกองหน้าครึ่งหนึ่งปีกไปซะแล้ว เมื่อถูกจับมายืนเป็นกองหน้าก็ชอบเล่นไม่ออก – ยิงประตูไม่ได้เพราะฉะนั้น & ฉะนี้
จึงเดาได้ไม่ยากว่าตำแหน่งที่ โชเซ่ มูรินโญ่ กำลังต้องการด่วนในฤดูกาลหน้า คือนักฟุตบอลจำพวกดาวกระหน่ำประตูนี่แหละกองหน้าระดับตีนพระกาฬหลายรายนามจึงถูกสื่อในเมืองหลวงแห่งลูกหนังจับมาการร่วมรสกับปีศาจแดงอย่างสนุกครึกครื้นไม่ว่าจะเป็น แฮร์รี่ เคน, โรเมลู ลูกากู, ปีเครื่องปรับอากาศ เอเมอริค โอบาเมยัง แล้วก็โดยไม่เว้นแม้กระทั้ง โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้จนกระทั่งวันก่อน โชเซ่ มูรินโญ่ ก็พูดถึงกองหน้าคนหนึ่งซึ่งเคยเป็นอดีตผู้เล่นสายพันธุ์อสุรีสยองนี่แหละฮาเวียร์ เอร์นานเดซ หรือที่ชาวบ้านรู้จักเขาในนาม "ชิชาริโต้"
ที่ปรึกษาจอมหยิ่งให้สัมภาษณ์ข้างหลังจบเกมที่ทำได้เพียงแค่เสมอในบ้านตนเอง 2 ครั้งติดกันประมาณว่าด้วยแนวทางเล่นของ แมนฯ ยูไนเต็ด แล้วก็ทุ่งนาต่อไปนี้ ด้วยการพาบอลเข้าไปหาจังหวะจบในกรอบเขตโทษได้อย่างมาก หากเขามีกองหน้าอย่าง ชิชาริโต้ เป็นสมาชิก นักฟุตบอลชาวจังหรูหราผู้นี้น่าจะทะลวงตาข่ายได้ราวๆ 15-20 ประตู ต่อฤดูกาล
สอดคล้องกับคำให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ที่กล่าวว่าตอนเข้ามารับตำแหน่งบิดาใหญ่แห่ง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ใหม่ๆเขาพบว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ปลดปล่อยผู้เล่นที่ไม่สมควรจะปลดปล่อยออกมาจากทีมไปผู้คนจำนวนมากหนึ่งในนั้นคือผู้ครอบครองสมญา "ถั่วน้อย" ที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ขายให้ เลเวอร์คูเซ่น เมื่อฤดูกาล 2015-16 พูดถึง "ชิชาริโต้"
เขาโชว์ฟอร์มได้กระฉูดแตกสูงที่สุด ตั้งแต่ฤดูกาลแรกที่พึ่งเลื้อยก้นจาก เม็กซิโก มาอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ใหม่ๆโดยที่ยังไม่ค่อยมีใครรู้จัก
ฤดูกาล 2010-11 นักฟุตบอลที่สหายร่วมทีมเรียกสั้นๆว่า "ชิชา" รัวไป 20 ประตูในทุกรายการ โดยแบ่งเป็น 13 ประตูบนเวทีพรีเมียร์ลีกช่วยให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ครองแชมป์ลีกสูงสุดเป็นสมัยที่ 19 รวมทั้งได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่ เวมบลี่ย์
ถึงจะยึดตำแหน่งตัวจริงอย่างถาวรไม่เป็นผลสำเร็จก็จริง แต่เมื่อลงมาเป็นผู้เล่นสำรองแล้วมักทำประตูได้ไม่มีความแตกต่างจากอาวุธลับของปีศาจแดงเสมือนที่กาลครั้งหนึ่ง พวกเขาเคยมี "ซูเปอร์ซับ" อย่าง โอเล่ กุนร์ ทุ่งนา โซลชา

ฤดูกาลต่อมา "ถั่วน้อย" ยังคงรักษามาตรฐานในการทำประตูของตนเอาไว้ได้ แม้จะไม่เปรี้ยงปร้างเสมือนฤดูกาลแรก เขากดไปอีก 10 ดอกในพรีเมียร์ลีก ก่อนจะทำได้อีก 10 ประตูในฤดูกาล 2012-13
ก็แค่หากพิจารณาให้ดีจะพบว่าในฤดูกาลท้ายที่สุดที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เป็นผู้จัดการทีมปีศาจแดง – คุณพ่อมึงเริ่มใช้บริการของ "ชิชาริโต้ ลดน้อยลงไปเรื่อย ประการหนึ่งบางทีอาจเพราะเหตุว่าการเข้ามาของ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ ตอนที่ เวย์น รูนี่ย์ ก็ยังเป็นกองหน้าประเภทหมูเดือดอย่างเดิม แต่อีกประการหนึ่งก็คือฟอร์มการเล่นของ ชิชาริโต้ ที่ตกลงไปด้วยเหมือนกัน
ฤดูกาลท้ายที่สุดของคุณพ่อ ดาวเตะที่มีชื่อจริงว่า ฮาเวียร์ เอร์นานเดซ ได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในพรีเมียร์ลีกแค่เพียง 9 นัดเพียงแค่นั้น
เมื่อ เดวิด มอยส์ เข้ามาแทนที่ท่านเจ้าคุณเฟอร์กี้ – ที่ปรึกษาปีศาจแดงคนใหม่ก็ไม่ค่อยใช้งาน "น้องถั่ว" สักเท่าไหร่ โดยในฤดูกาล 2013-14 เขาได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในพรีเมียร์ลีกแค่เพียง 6 นัดเพียงแค่นั้น (ลงเป็นสำรอง 18 นัด) สถิติการถล่มตาข่ายจึงลดลงอย่างฮวบฮาบ เหลือเพียง 4 ประตูเพียงแค่นั้น เฉพาะในพรีเมียร์ลีก
เมื่อเปลี่ยนหัวเรือใหญ่อีกครั้งเป็น หลุยส์ ฟาน กัล – แมนฯ ยูไนเต็ด ไปคว้ากองหน้าคนใหม่ที่ชาติตระกูลสูงยิ่งกว่าอย่าง ราดาเมล ฟัลเกา มาร่วมทีม คุณลุงอ้วนมึงจึงตัดสินใจปลดปล่อย "ถั่วน้อย" ผู้น่ารักของแฟนคลับให้ เรอัล มาดริด ยืมตัวไปใช้งานตลอดทั้งฤดูกาล 2014-15
ชิชาริโต้ ลงเล่นให้ "ราชันชุดขาว" ทั้งหมดทั้งปวง 33 นัด ยิงได้ 9 ประตู (ทุกรายการ) หากมีความรู้สึกว่าชีวิตส่วนใหญ่อยู่บนม้านั่งสำรอง การยิงได้ 9 ประตูก็จัดว่าไม่น่าสะอิดสะเอียนสักเท่าไหร่
แมนฯ ยูไนเต็ด จึงดึงกองหน้าสายพันธุ์จังหรูหราผู้นี้กลับมาที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด อีกครั้งในฤดูกาล 2015-16 ซึ่งเขาได้ลงเล่นเป็นผู้เล่นสำรองทั้งหมดทั้งปวง 3 นัด จนกระทั่ง…ฟางเส้นท้ายที่สุด เมื่อตะบันบ่ายแก่ๆลงมา ถุย! จนกระทั่งในเกมเพลย์ออฟ รอบเลือก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่พลพรรคปีศาจแดงออกไปเยือน คลับ บรู๊ซ
"ชิชา" ถูกส่งลงมาเป็นผู้เล่นสำรอง หลังจากทีมตนเองนำห่าง 4-0 ก่อนจะได้จุดโทษ แต่คุณพี่เขาดันสังหารพลาดง่ายๆซะอย่างงั้น!
ภาพที่ หลุยส์ ฟาน กัล ทำหน้าเสมือนถูกดึงขนก้นพร้อม 8 เส้นพลางหันไปจ้องตากับผู้ช่วยอย่าง ไรอัน กิ๊กส์ บนม้านั่งสำรอง ประดุจไม่อยากเชื่อสายตาที่ ชิชาริโต้ ยิงจุดโทษไม่เข้าถูกเผยแพร่ไปทั่วโลกในระบบโซเชี่ยล
แล้วต่อไปคุณลุงอ้วนเหน็บยัดส์แกก็ตัดสินใจปลดปล่อยกองหน้าทีมชาติเม็กซิโกผู้นี้ให้ เลเวอร์คูเซ่น ไปในราคาเพียงแค่ 7.3 ล้านปอนด์
"เด็กผี" ส่วนใหญ่บางทีอาจเสียดาย แต่ขูดความจำได้ว่าไม่ถึงกับอาลัยอาวรณ์หรืออาวรณ์อะไรล้นหลาม เพราะเหตุว่าระยะหลังๆฮาเวียร์ เอร์นานเดซ ได้ลงน้อยแล้วก็ยิงน้อย แถมยังถูกปลดปล่อยให้ทีมอื่นยืมตัวไปหนึ่งฤดูกาล

บนเวทีบุนเดสลีกาเสมือนกลับชาติมาเกิดใหม่ เมื่อฤดูกาลแรกกับ เลเวอร์คูเซ่น "น้องถั่ว" ยิงได้ถึง 20 ประตู จากการลงเล่น 46 นัดในทุกรายการเริ่มมีเสียงบ่นน่าเสียดายให้ได้ยินส่วนฤดูกาลนี้ ชิชาริโต้ ลงเล่นไปแล้ว 32 นัด โดยยิงไป 12 ประตูในทุกรายการรวมลงเล่นให้ เลเวอร์คูเซ่น ไปแล้วทั้งหมดทั้งปวง 72 นัด ยิง 38 ประตู ซึ่งนับว่าเป็นค่าถัวเฉลี่ยในการทำประตูที่สูงพอเหมาะพอควร คือยิงได้ 1 ประตูในทุกๆ2 นัดเทียบกับตอนอยู่ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ลงเล่น 157 นัด ยิงได้ 59 ประตู คุณจะพบว่าสถิติแล้วก็ค่าถัวเฉลี่ยนในการถล่มตาข่ายสูงขึ้นกว่าเดิมเมื่อเห็นการกลับชาติมาเกิดใหม่ของ ชิชาริโต้ บนเวทีบุนเดสลีกา-เยอรมัน บรรดาผู้อุทิศวิญญาณให้ปีศาจแดงก็ออกอาการอาลัยอาวรณ์ & อาวรณ์ ขึ้นมาทันที ประมาณว่าน่าเสียดายพลางชื่นชอบที่ปรึกษาปีศาจแดงคนเก่าว่า "มึงขายออกไปได้ไงครับ…ไอ้หอก!" ด้วยเหตุนี้ไม่จำเป็นที่จะต้องถามบรรดาแฟนผีว่าอยากได้ดาวเตะผู้นี้กลับมาหรือไม่? คำตอบส่วนใหญ่คงเช่นกันต่างหากที่เป็น "เอานะ" (สำหรับค่าตอบแทนก็คงไม่แพงน่าสะอิดสะเอียน แต่คงสูงยิ่งกว่าที่ขายออกไปแน่ๆ) สมมุติว่าย้ายกลับมาจริงๆถามคำถามว่า ชิชาริโต้ จะแก้ตอบปัญหาของ โชเซ่ มูรินโญ่ ได้หรือไม่?…ว่าแล้วมาทำความเข้าใจกันก่อนครับ
"ชิชา" จัดเป็นผู้เล่นที่ความถนัดความสามารถเฉพาะตัวออกจะต่ำ เขาไม่ค่อยมีคุณสมบัติในการดึงบอลหนีคู่ปรับหรือเลี้ยงรับประทานตัวคู่ปรับ – จับบอลก็โอนไปโอนมา จ่ายบอลก็ไม่ค่อยแม่นยำสักเท่าไหร
ลักษณะเด่นหรือจุดขายเพียงแต่จุดเดียวคือการทำประตูในกรอบเขตโทษ เขาเป็นผู้เล่นที่มีวิญญาณเพชฌฆาตเท่าๆกับสัญชาติญาณมือสังหาร โดยเป็นกองหน้าที่จัดอยู่ในจำพวก "หมาจิ้งจอกในกรอบเขตโทษ"เอาง่ายๆว่ากำเนิดมาเพื่อกระแทกประตูเพียงอย่างเดียวสิ่งที่เป็นปัญหานั้นก็คือหากฟอร์มตกเมื่อไหร่ หรือสหายร่วมทีมไม่อาจจะเปิดป้อนบอลเข้าไปให้ทำประตูได้มากพอเพียง เขาก็จะเปลี่ยนร่างเป็นสากกะเบือที่หมดผลดีทันที โดย 12 นัดปัจจุบันที่ลงเล่นให้ แมนฯ ยูไนเต็ด – ชิชาริโต้ ยิงได้เพียงแค่ 1 ประตูเท่านั้นเองนั่นบางทีอาจเป็นเหตุผลที่กล่าวว่าเพราะเหตุใด หลุยส์ ฟาน กัล ถึงไม่คิดจะใช้บริการของ "น้องถั่ว" เฉพาะอย่างยิ่งในฟุตบอลสมัยใหม่ที่กองหน้าควรจะมีส่วนร่วมกับเกม แล้วก็ต้องทำอะไรให้ได้มากยิ่งกว่าการ "รอยิง" เพียงอย่างเดียว
ต่อเมื่อตกเป็นข่าว บรรดาสื่อในอังกฤษพยายามนำเสนอแต่สถิติที่สวยงาม อาทิเช่นการยิงได้หลายประตู โดยแกล้งไม่กล่าวว่าในฤดูกาลนี้มีอยู่ตอนหนึ่งที่พี่มึงยิงไม่ได้ต่อเนื่องกันถึง 16 นัดเลยทีเดียว
ที่สำคัญคือสมรภมิแข้งพรีเมียร์ลีกมีความเล่นยากกว่า             บุนเดสลีกา การยิงกระจัดกระจายในลีกสูงสุดของเยอรมันจึงบางทีอาจไม่ได้แปลว่าจะยิงกระจัดกระจายในลีกสูงสุดของอังกฤษ
ปัจจุบันนี้อายุของ "น้องถั่ว" เพิ่งจะ 28 ขวบเท่านั้นเองครับ เรียกว่าอยู่ในตอนพีคของอาชีพล่าตาข่าย สมมุติว่าเอากลับมาจริงๆมันก็คงไม่ใช่เรื่องยากเย็นแสนเข็ญอะไร ขายไป 7.3 ล้าน หากขอซื้อกลับมาสัก 15 ล้าน รู้เรื่องว่า "นายห้างขายยา" ก็คงไม่กล้ายักไหล่ใส่
ชิชาริโต้ บางทีอาจไม่เหมาะสมกับแนวทางการเล่นฟุตบอลแบบย้ำการมีไว้ในครอบครองของ หลุยส์ ฟาน กัล สักเท่าไหร่ เพราะเหตุว่าต่อหนึ่งเกมอาจมีจังหวะจบในกรอบเขตโทษน้อยไปหน่อย แต่น่าจะเหมาะสมกับหนทางของ โชเซ่ มูรินโญ่ ที่ทำให้ปีศาจแดงเปิดเกมบุกใส่คู่ปรับอย่างรวดเร็วแล้วก็น้อยจังหวะมากยิ่งกว่าบนความสนุกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

กริซมันน์ กับโอกาสย้ายทีมไป แมนยู

ตอนนี้ข่าวระหว่าง อองตวน กริซมันน์ กับ แมนฯยูไนเต็ด ยิ่งโหมแรงขึ้นเป็นระยะแล้วครับผม
ล่าสุดสื่อประเทศฝรั่งเศสหลายรายรวมทั้งผู้สื่อข่าวดังที่มีคนติดตามทางทวีตเตอร์ก็รายงานตรงกันว่ากองหน้าประเทศฝรั่งเศสกับ ‘ภูติผีแดง’ บรรลุกติกาพื้นฐานกันได้แล้ว
ทดลองสื่อถิ่นฐานบ้านช่องของ กริซมันน์ เล่นแรงขนาดนี้ ดูท่าจะมีมูลเหตุให้เชื่อถือได้ไม่น้อย ด้วยเหตุว่าทางฝั่งประเทศสเปนเองแม้กระแสยังไม่แรงมากแต่ก็เริ่มลงเนื้อหาบ้างแล้ว
ถ้าจำกันได้ ช่วงวันที่ 24 เดือนมกราคมก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา ผมเคยเขียนถึงดีลระหว่าง กริซมันน์ กับ แมนฯยูไนเต็ด ไปแล้ว หลักๆก็ว่าถึงข่าวรวมทั้งกระแสที่ประเทศสเปนซึ่งยังเงียบอยู่ แต่ก็ตบท้ายว่ามันมีความน่าจะเป็นไปได้พอควร
มาวันนี้จากที่ติดตามเหตุการณ์มาเรื่อยรวมทั้งการตีข่าวจากประเทศฝรั่งเศส เห็นทีอาจจำเป็นต้องปรับระดับ ‘ความเป็นไปได้’ ให้สูงขึ้นอีก พินิจพิจารณากันนี้ เพราะอะไร กริซมันน์ ก็เลยจะย้ายออกจาก บิเซนเต้ กัลเดรอน ? เหตุผลหลักๆมันก็มีอยู่ 4-5 ข้อ แรกเลยก็คือ ดาวยิงเลข 7 กำลังถึงจุดอิ่มตัวกับ แอตเลว่ากล่าวโก รวมทั้งต้องการไขว่คว้าหาความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่ากองหน้าวัย 25 อยู่กับทีมมาตั้งแต่ฤดูกาล 2014-15 นับจนกระทั่งในเวลานี้ก็เกือบๆ3 ฤดูกาลแล้ว ซึ่งว่ากันโดยส่วนตัวนับได้ว่าไปถึงเป้าหมายอย่างสูง เป็นแม่ทัพตัวหลักของทีม ยิงประตูได้มาก ได้รางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมของ ลา ลีกา ปี 2016 ก่อนที่จะล่าสุดจะคว้าอันดับ 3 ของ บัลลงดเว้นอร์
กระนั้น นอกเหนือจากการสารภาพจากแฟนคลับยี่ห้อหมี รวมทั้งผู้คนในวงการแล้ว กริซมันน์ กลับไปถึงเป้าหมายคว้าชัยชนะกับ แอตเลว่ากล่าวโก น้อยมาก
เคยเข้าชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกฤดูกาลล่าสุด แต่ก็อกหักไป เป็นเหตุให้จนแล้วจนรอดกับ แอตเลว่ากล่าวโก เขาก็เลยได้เพียงแชมป์ซูเปร์โกขว้าง เด เอสปันญ่า หรือ สแปนิช ซูเปอร์คัพ เมื่อปี 2014 เพียงรายการเดียวแค่นั้น ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับฝีเท้า หันมาดูเส้นทางของ ‘ยี่ห้อหมี’ ในฤดูกาลนี้ ก็ทำท่าว่าจะวืดสูง ลา ลีกา ตามหลัง เรอัล มาดริด 10 แต้มแถมยังแข่งขันมากยิ่งกว่าหนึ่งนัด ซึ่งหากทีมชุดขาวบุกชนะ บาเลนเซีย ในเกมตกค้างที่ เมสตาคุณย่า ก็จะโดนทิ้งไปไกลถึง 13 แต้ม ระยะห่าง 13 แต้ม จากทีมอย่าง มาดริด แบบนี้ก็โบกไม้โบกมือลาช่องทางคว้าชัยชนะได้เลย เฉกเช่นเดียวกับเหตุการณ์ในโกขว้าง เดล เรย์ ที่ทีมกรุยทางไปถึงรอบรองชนะเลิศ ก็ดูแล้วยากเย็น ด้วยเหตุว่าเกมแรกที่ กัลเดรอน กริซมันน์ รวมทั้งเพื่อนๆดันพ่ายค้างรังต่อ บาร์ซ่า 1-2 เลกลำดับที่สองในวันพฤหัสบดีหน้าจำเป็นต้องบุกชนะถึง คัมป์ นู ด้วยระยะห่าง 2 ประตูขึ้นไปถือว่ายากมาก ช่องทางจอดปีนป่ายแค่รอบนี้มีสูงเกิน 60% คงมีเพียงรายการแชมเปี้ยนส์ลีก ที่เดินทางไปถึงรอบ 16 ทีมท้ายที่สุดแค่นั้นที่ยังเป็นความปรารถนา แต่เส้นทางนั้นก็ไม่ง่ายเลยซักนิด ถึงจะผ่าน เลเวอร์คูบวงสรวง ได้ แต่ก็มีเสือสิงห์กระทิงเเรดรออยู่อีกเพียบ ด้วยความสำเร็จที่คว้ามาได้เพียงน้อยนิด อาจเป็นชนวนเหตุให้เขาคิดถึงความเจริญในอนาคต ด้วยเหตุว่าสำหรับอาชีพนักฟุตบอล การคว้าชัยชนะรวมทั้งการยกฐานะตัวเองขึ้นไปเรื่อยถือว่าสำคัญมาก การย้ายไปสู่ทีมที่ใหญ่กว่า มีศักยภาพมากยิ่งกว่าจะเอื้อช่องทางให้เขาตามล่าสิ่งที่ใฝ่ฝันได้ง่าย กองหน้าเลข 7 ใช้เวลาสร้างชื่อกับ เรอัล โซเซียดาด 5 ปี แล้วตัดสินใจยกฐานะตัวเองไปอยู่กับ แอต.มาดริด
เวลาเกือบ 3 ฤดูกาลภายใต้ชายคา กัลเดรอน เขาปรับปรุงตัวเองจากนักฟุตบอลฝีเท้าดีขึ้นชั้นสู่ ‘สตาร์ดัง’ ซึ่งมันอาจไม่ใช่เรื่องน่าเซอร์ไพรส์ซักนิดหากเขาคิดก้าวข้ามจากคำว่า ‘สตาร์’ ไปสู่ ‘ซูเปอร์สตาร์’ เว้นแต่ชื่อเสียง รวมทั้งศักดิ์ศรีแล้ว เรื่องของรายพอดีจะมากขึ้นอีกหลายเท่าตัวก็ถือว่าเย้ายวนไม่น้อย ตามข่าวว่าถ้า กริซมันน์ ย้าย เขาจะได้รับค่าเหนื่อยอย่างมากมายเทียบเท่ากับ ปอล ป็อกบา เพื่อนซี้ถึง 17 ล้านยูโรต่อปี จำนวนค่าเหนื่อยนี้ เมื่อเทียบกับที่รับอยู่ในตอนนี้ ถือว่าไม่เหมือนกันราวฟ้ากับเหว

กับ ‘ยี่ห้อหมี’ กริซมันน์ รับอยู่ที่ 6 ล้านยูโรต่อปีเท่ากับ โกเก้ ราคานี้ถือเป็นเรตค่าเหนื่อยสูงสุดที่กระดานแอตเลว่ากล่าวโกจะจ่ายให้ได้ ถึงแม้เขาจะเป็นสตาร์เลขหนึ่งของทีม แต่ถ้าจะอัพให้มากยิ่งกว่านี้แทบจะเป็นไปไม่ได้ เพราะเหตุว่า ‘ยี่ห้อหมี’ เป็นทีมที่มีวินัยทางด้านการเงินเคร่ง พวกเขาตั้งเพดานสูงสุดไว้แค่ 6 ล้านยูโร นักฟุตบอลทุกคนจะไม่มีผู้ใดได้มากยิ่งกว่า 6 ล้าน หากนักฟุตบอลรายใดที่ต้องการได้มากยิ่งกว่า ก็มีแค่ช่องทางเดียวแค่นั้นคือ ‘ย้ายออก’ ราวกับในกรณีของ ดีเอโก้ กอสต้า ที่โยกไป เชลซี หรือเคสก่อนหน้าอย่าง ราดาเมล ฟัลเกา ที่ไปอยู่กับ โมนาโก สมัยก่อนสองหัวหอกจำเป็นต้องย้ายไปเพื่อรับเงินค่าเหนื่อยที่สูงขึ้นมากยิ่งกว่า แม้ว่าไปถึงเป้าหมายอย่างสูงรวมทั้งเล่นเข้ากับทีมได้เป็นอย่างดี อีกต้นเหตุนึงที่มีส่วนสำคัญไม่น้อย ก็คืออนาคตของลูกพี่ใหญ่อย่าง ดีเอโก้ สิเมโอเน่ กริซมันน์ ให้ความเคารพนับถือ รวมทั้งเชื่อใจ สิเมโอเน่ เป็นอย่างมาก หลายๆครั้งเขาให้สัมภาษณ์ในทำนองว่าตราบเท่าที่ โชโล่ ยังอยู่กับทีมเขาจะไม่ไปไหนแต่จากข่าวล่าสุดที่ การ์ลอส สิเมโอเน่ พ่อของ โชโล่ ให้สัมภาษณ์กับนสพ.ลา ทุ่งนาสิออน สื่ออาร์เจนว่ากล่าวน่าถึงอนาคตของลูกชายว่า “ไม่ช้าไม่เร็วจะกำเนิดความเคลื่อนไหว” “ดีเอโก้ รู้สึกสะดวกสบายกับชีวิตที่มาดริด แต่ความเคลื่อนไหวจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพียงแต่ผมไม่รู้ว่ามันจะไปจบที่อังกฤษ หรือ อิตาลี” ทดลองพ่อที่ปรึกษาใหญ่กล่าวชัดขนาดนี้ ก็เห็นที กริซมันน์ ควรเก็บเอาไปคิดบ้างส่วนในข้อวิตกกังวลที่ว่า แอต.มาดริด อาจไม่ยอมขาย กริซมันน์ ก็ดูเหมือนเป็นการสันนิษฐานที่เลือนลาง ด้วยเหตุว่าแต่ไหนแต่ไร ‘ยี่ห้อหมี’ ไม่คยยี่หระกับแนวทางการขายสตาร์ของทีมออกไปเลยแม้กระทั้งรายเดียว ไม่ว่าจะเป็น เฟร์นานโด ตอร,เซร์คิโอ อาก้วยโร่ ‘กุน’ ,ราดาเมล ฟัลเกา หรือ ดีเอโก้ กอสต้า
หน้าแข้งพวกนี้ยังถูกขาย กริซมันน์ อาจไม่มีข้อละเว้น ขอเพียงแค่เงินถึง โต๊ะเก้าอี้ที่ กัลเดรอน ก็พร้อมที่จะถูกจับมาตั้งวางเพื่อรองรับการเจราจา ข้อสำคัญคือ แมนฯยูไนเต็ด กล้าทุ่มมากแค่ไหน ? ถ้าระดับใกล้ๆ100 ล้านยูโร ซึ่งเป็นราคาค่าฉีกข้อตกลงที่ กริซมันน์ เซ็นไว้ถึงปี 2020 โน่นก็ไม่ใช่ปัญหาเลย อีกทั้งปฏิกิริยาจากแฟนบอล ‘ยี่ห้อหมี’ นั้น ล่าสุดผมไปสัมภาษณ์พวกเขามาถึงเรื่องนี้ แม้คนจำนวนไม่น้อยยังไม่เชื่อว่าดาวยิงเฟร้นช์แมนจะย้าย แต่ถ้าจบแล้วมันหลบหลีกมิได้จริงๆพวกเขาก็ไม่กลัว “ถ้าเขาย้าย เราก็ซื้อคนใหม่เข้ามาแทน ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาเราทำให้มองเห็นมาหลายทีแล้ว” มานู หนึ่งในกองเชียร์ยี่ห้อหมีแสดงทัศนะกับผมไว้แบบนี้โดยส่วนตัว ผมมองว่าเรื่อง กริซมันน์ ย้ายไม่ย้าย งานนี้ขึ้นกับเจ้าตัวรวมทั้งผู้บริโภคอย่าง แมนฯยูไนเต็ด แล้ว ส่วน แอตเลว่ากล่าวโก ก็แค่รอคอยยอมรับฟังข้อเสนอแนะ

ครึ่งฤดูกาลของมูรินโญ่กับผีแดง

''ผมคาดไว้แล้วว่ามันจะยาก เพราะอะไรน่ะหรือ ? เนื่องจากว่าประวัติศาสตร์ของสโมสรนี้'' โชเซ่ มูรินโญ่ ให้สัมภาษณ์ถึงการเข้ามาเป็นผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ครึ่งปี
ผลงานปัจจุบันเป็นพลาด พลาดที่ไม่สามารถที่จะเอาชนะลิเวอร์พูลได้ แม้ 1 แต้มจะไม่น่าเกลียด แต่ควรจะทำเป็นดีมากกว่านี้ โดยมองดูจากทีมกำลังพอดีแล้วก็ทำผลงานก้าวหน้า
ตอนเปิดตัวเมื่อเดือนกรกฎาคม เราแทบจะมองไม่เห็นมูรินโญ่ยิ้มแบบสดชื่นเลย เนื่องจากว่าเขาอาจจะใส่ใจดีว่าการมารับงานที่สโมสรนี้ไม่ใช่เรื่องสนุก ที่จะทำกันเล่นๆหรือให้คำปฏิญาณโง่ๆว่ามาปีแรกจะได้แชมป์นู้นแชมป์นี้
"ผมถามตัวเองว่า : เพราะอะไร ในปีหลังๆสิ่งต่างๆมิได้งามดังที่เคยเป็นมา"
"หนึ่งในคำตอบที่แจ่มกระจ่างเป็น ฟุตบอลแปรไปมาก แล้วก็การแข่งขันชิงชัยมิได้ราวกับเมื่อ 10-20 ปีกลาย มันยากขึ้นที่จะเอาชนะ ยากที่จะเป็นครอบครองความยิ่งใหญ่อยู่ทีมเดียว ผมทราบกันอยู่แล้ว ผมทราบว่างานผมจะยาก"
"ถ้าหากคุณนึกออกหนแรกที่ผมให้สัมภาษณ์ ผมมิได้ยโสเลย ผมทราบว่าคำกล่าวผมมันเป็นการเสี่ยงเมื่อผมกล่าวว่า : "ผมอยากให้ยูไนเต็ดเป็นแชมป์ในขณะนี้" แต่ผมรู้สึกว่า ถึงในขณะนี้ก็ยังรู้สึกก็คือ ไม่ว่าสถานภาพของแมนฯ ยูไนเต็ดจะเป็นอย่างไร คุณก็จะต้องพูดอย่างงั้น แต่ผมทราบว่ามันยาก"
"ผมทราบว่าท็อตแน่มทำอะไรบ้างตลอด 2 ปีหลัง ผมทราบว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างที่สโมสรอื่นๆแต่ผมก็ยังอยากเปิดให้สัมภาษณ์อย่างนั้น เนื่องจากว่าผมรู้สึกว่ามันถูกต้อง"
นี่เป็นการพูดของคนที่ใส่ใจทราบ มีสติสัมปชัญญะครบสมบูรณ์ มูรินโญ่มิได้ยโสอย่างตอนเปิดตัวกับเชลซีเมื่อปี 2004
เขาทราบดีว่าการมาคุมแมนฯ ยูไนเต็ด มีเป้าหมายอย่างเดียวเป็นจะต้องได้แชมป์ ไม่ว่าทีมในขณะนั้นจะเป็นอย่างไรก็ดี แล้วก็เขาทราบว่ามันยาก
"ผมเลือกงานที่ผมอยาก ผมเลือกอยู่กับสโมสรที่ผมอยากไปอยู่ด้วย ผมทุ่มเททุกอย่างที่ผมมี ผมไม่สามารถที่จะให้อะไรได้มากยิ่งกว่านี้แล้วในด้านของ เวลา, ความกระหายหิว แล้วก็ความตั้งใจจริง ผมแฮปปี้กับตัวเอง"
"ถ้าหากผมพินิจพิจารณาตัวเอง ผมมีตอนบรรลุเป้าหมาย ที่ผมได้แชมป์มากมายก่ายกอง แต่ผมมิได้เป็นสุขสุดกำลังกับสิ่งที่ผมเคยทำในเวลานั้น ผมรู้สึกว่าผมสามารถทุ่มเทมากยิ่งกว่านั้น แล้วก็ทำอะไรให้ดีมากกว่านั้นได้ แต่ณ เวลานี้ ผมมความสบายกับสิ่งที่ผมทำ ซึ่งผมทราบว่าผมกำลังไล่ล่าความสบายอย่างยิ่งยวดในฟุตบอลอยู่ นั่นเป็นพาทีมชนะแล้วก็ได้แชมป์"
หมายความว่า ทั้งตอนอยู่ปอร์โต้, อินเตอร์ มิลาน, เรอัล มาดริด แล้วก็เชลซี 2 รอบ ที่เขานำทีมได้แชมป์มาตลอด แต่เขากลับทราบว่าตัวเองยังไม่อิ่ม
รู้สึกว่าตัวเองยังไม่สุดกำลังกับการคุมทีม แต่ในขณะนี้เขากลับกล่าวว่า เขากำลังเป็นสุขที่สุด ทั้งที่สถานการณ์แล้วก็ช่องทางการครองแชมป์ของปีศาจแดง ณ เวลานี้ ไกลห่างจากการประสบความสำเร็จ … เพราะอะไรถึงอยากได้งานนี้ ? อะไรเป็นความจำแรกของเขากับแมนฯ ยูไนเต็ด ? โชเซ่ มูรินโญ่ มีคำตอบ
"พ่อผมถ่ายทอดความหลงใหลในเกมลูกหนังให้ผม ชีวิตของท่านทั้งการเป็นนักฟุตบอล การกล่าวเยินยอที่ท่านมีให้แก่พวกสโมสรใหญ่ๆนักฟุตบอลเก่งๆ"
"ผมนึกออกไหมตอนเป็นเด็กที่เบนฟิก้าพบแมนฯ ยูไนเต็ด ในเกมนัดหมายชิงยูโรเปี้ยน คัพ ? ไม่หรอก ผมจำไม่ได้ แต่ผมทราบทุกอย่างเกี่ยวกับนัดหมายชิงนัดหมายนี้ เนื่องจากว่ามันเป็นในรุ่นของพ่อผม"

"ในฐานะผู้ช่วยผู้จัดการทีม ผมจะต้องเจอกับแมนฯ ยูไนเต็ดทันทีเลย ผมนั่งอยู่ข้างสนามด้วยในเกมที่เสมอ 3-3 (พบบาร์ซ่า ปี 1998/99)"
"หนแรกที่ผมได้เข้าร่วมยูฟ่า แชมเปี้ยนส ลีก ในฐานะผู้จัดการทีม ผมก็พบแมนฯ ยูไนเต็ด อีกที (คุมปอร์โต้ปี 2004) แล้วก็หนแรกที่ผมมายังพรีเมียร์ลีก เกมแรกของผมก็เจอกับแมนฯ ยูไนเต็ดอีก (เชลซีชนะ 1-0)"
"ผมมีความจำเกี่ยวกับแมนฯ ยูไนเต็ดมากมายก่ายกองในอาชีพของผมแล้วก็ผมทราบกันอยู่แล้วถึงประวัติศาสตร์ของพวกคุณ ผมมิได้เรียนอะไรเลยตอนมาร่วมทีมแมนฯ ยูไนเต็ด ผมเคยเรียนเรื่องของสโมสรต่างๆที่ผมเข้าไปคุม แต่กับที่นี่ ผมไม่ต้องทำแบบนั้นเลย"
"ผมทราบเกี่ยวกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมากไม่น้อยเลยทีเดียว แม้แต่กระทั่งก่อนที่ผมจะฝันว่าได้มาร่วมงานกับพวกคุณเสียอีก"
ชาบี เอร์นานเดซ ในวัย 18 ปี เปิดฉากทีมชุดใหญ่ให้บาร์ซ่า เป็นครั้งแรกในเกม ชปล. ที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด สมัยที่ หฝ่าส์ ฟาน กาล เป็นกุนซือ แล้วก็ข้างสนามวันนั้นมูรินโญ่ก็นั่งเป็นมือขวาของ "จารย์หฝ่าส์" อยู่ด้วยนั่นเอง
ชาบีกล่าวว่าเขาตื่นเต้นกับบรรยากาศในสนามแห่งนี้ ในฐานะดาวรุ่งที่ไม่เคยสัมผัสเกมชุดใหญ่ ในตอนที่โดน ฟาน กาล สั่งให้ไปวิ่งวอร์มตระเตรียมเปลี่ยนตัวลง
เมื่อ เดวิด เบ็คหมูแฮม ปั่นฟรีคิกให้เจ้าถิ่น ชาบีได้ยินเสียง "คนอังกฤษกว่า 50,000 คนตะคอกใส่หูผม" แล้วก็เขากล่าวว่า โอลด์ แทร็ฟฟอร์ดยังเป็นสโมสรที่เขาพอใจที่สุดในยุโรปสำหรับมูรินโญ่เอง สนามแห่งนี้ก็เคยเป็นความจำไม่มีวันลืมด้วยเหมือนกัน
"คุณอาจจะหวังว่าผมจะตอบอย่างอื่น แต่ความจำที่แจ่มกระจ่างของผมกับโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เป็นในช่วงเวลาที่ปอร์โต้ยิงประตูในนาทีที่ 88 ต่อจากนั้นอีก 5 นาทีต่อมาเป็นเมืองนรก!!"
"ตามปกติแล้วถ้าหากเรายิงประตูในนาที 88 คู่แข่งของเราก็ตายไปแล้ว สนามก็ตายไปด้วย"
"แทนที่จะเป็นอย่างงั้น เรากลับมี 5 นาทีนายทวารเราจะต้องงัดซูเปอร์เซฟ, บอลชนเสากระเด้งไปๆมาๆ แบ็กซ้ายของผมจะต้องไปยืนคุมเสา เรารู้สึกว่ามันอาจจะจบไปแล้ว แต่พวกเขา (แฟนบอลแมนฯ ยูไนเต็ด) รู้สึกว่ามันยังเป็นไปได่สำหรับแมนฯ ยูไนเต็ด ที่จะเป็นฝ่ายชนะ ผมจำเสียงดังในเวลานั้นก้าวหน้า"
"ผมรู้สึกว่าเกมมันจบสุดแต่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ไม่ยอมให้เกมจบลง มันเป็นเมืองนรกของเราเลย เมืองนรก!!!"
สถานการณ์ในขณะนี้เป็น โชเซ่ มูรินโญ่ ไม่ใช่คนของบาร์ซ่า, อินเตอร์ มิลาน หรือปอร์โต้แล้ว แต่เขาเป็นกุนซือของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
จากที่เคยมาเยือนสนามแห่งนี้ในฐานะกุนซือคู่แข่ง โอกาสนี้เขาเดินลงในสนามพร้อมสูทเบลเซอร์สีดำที่มีตราสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปะที่หน้าอก
"ภูมิใจ ผมมีความภูมิใจมากที่ได้เป็นผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผมโชคดีพอที่ได้คุมทีมใหญ่ๆ"
"เรอัล มาดริดก็ใหญ่, อินเตอร์ มิลานก็ใหญ่ มีประวัติศาสตร์มากมายก่ายกอง มีกุนซือยิ่งใหญ่อยู่ก่อนหน้าผม ผมไม่อายเลย ไม่สักนิด ผมแค่รู้สึกว่า "นี่มันเหมาะกับฉันอยู่แล้ว" ผมเชื่อมั่น แล้วก็นิ่งมาก ผมพร้อมสำหรับความรับผิดชอบแต่ผมก็ภูมิใจมากด้วยเหมือนกัน"
"ในฐานะคู่แข่ง เมื่อคุณมาที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด คุณรู้สึกว่าเสมอ "พวกนายอยู่บนยอดสุดของโลกฟุตบอล" คุณมองดูไปทั่วสนามแล้วรำพันว่า "ว้าววว" แต่ผมก็เคยรู้สึกว่ามันเหมาะกับผมด้วยเหมือนกัน"
"ผมรู้สึกภูมิใจมากทุกนัดหมายที่ได้คุมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผมรู้สึกอย่างงั้น แล้วก็หวังว่าจะรู้สึกอย่างงั้นไปกระทั่งเวลากลางคืนในที่สุดของผม มันควรจะเป็นอย่างงั้น ผมรังเกียจเลยกำหนดผู้เล่นอยู่ที่นี่ 2-3-4-5 ปี แล้วความรู้สึกกับสโมสรน้อยลง"
การได้มาคุมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดนั้น มูรินโญ่กล่าวว่าเขาทราบกันอยู่แล้วถึงประวัติศาสตร์สโมสรหนึ่งในนั้นเป็นเรื่องราวของการมอบโอกาสเด็กจากทีมเยาวชน ซึ่งเป็นมาตลอด 80 ปี แมนฯ ยูไนเต็ดมอบโอกาสดาวรุ่งเสมอ

"ใช่ผมทราบ ดาวรุ่งนักฟุตบอลที่ทำให้ผมตื่นเต้นนะหรือ ? มีสิ แต่มีคนที่พร้อม (สำหรับทีมชุดใหญ่) หรือยัง ? ยังไม่มี"
"ฤดูที่แล้ว หลายๆคนคอยโอกาส หลายๆคนมีพรสวรรค์ แรชเฟิร์ด เป็นตัวที่เด่นสุด มันมีช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งที่พวกเขาต้องลงเล่น ทำให้พวกเขาไม่มีความกดดัน ไม่มีนักฟุตบอลชุดใหญ่ที่นั่งรออยู่ข้างสนามเพื่อรอคอยให้พวกเขาทำพลาด" (สมัยของ ฟาน กาล)
"ช่องทางก็มีแค่ แรชเฟิร์ด หรือ แรชเฟิร์ด กับ เมนซาห์ กับ เมนซาห์ ไม่มีวันเลือกอื่น เนื่องจากว่ามีนักฟุตบอลเจ็บมากไม่น้อยเลยทีเดียว"
"สถานการณ์ต่างไปในฤดูนี้ นักฟุตบอลเจ็บน้อยมาก ความมุ่งหวังในตัวนักฟุตบอลก็สูงมากขึ้น"
"ถ้าหากคุณไปไล่ดูในประวัติความเป็นมาดาวรุ่งของสโมสร คุณจะเจอ บางคนที่เป็นตำนานอย่าง ไรอัน กิ๊กส์ เขามีปีที่ 2 ที่มิได้ดีเท่าปีแรกนะ แต่ต่อจากนั้นปีที่ 3 ค่อยกระโดดมาอยู่ในระดับที่เป็นกิ๊กส์ที่เรารู้จัก"
"มันคือเรื่องปกติสำหรับดาวรุ่งส่วนใหญ่ พวกเขาขึ้นมาหนแรก ไม่รู้จักสึกกดดัน ไม่รู้จักสึกถึงความรับผิดชอบ คู่แข่งก็ไม่ทราบ เลยโดนโจมตีแบบไม่ตั้งตัว แต่เราก็ฝึกกับพวกดาวรุ่งมาเสมอนะ บางครั้งฟุตบอล มันขึ้นกับจังหวะ แน่นอน ทุกคนที่นี่ทราบกันอยู่แล้วถึงทางของสโมสรนี้ที่มอบโอกาสดาวรุ่ง"
ดูเหมือนว่ามูรินโญ่กำลังดำเนินการอย่างมีความสุขที่สุดในอาชีพการเป็นกุนซือในเวลานั้น
เขากล่าวว่า เขาไม่ได้อยากโดนแบนอีก เลยมักมองเห็นเขาจะต้องนั่งข้างสนามบ่อยมากเวลาไปเล่นเกมเยือน เขาพยายามอดทนอดกลั้น พยายามนิ่งเข้าไว้
เขารู้สึกเป็นสุขกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แฟนผีเริ่มเบื่อกับการเปลี่ยนกุนซือบ่อยเกินไปแล้วในระยะหลัง ซึ่งเขายืนยันว่าเขาพร้อมจะอยู่กับทีมไปยาวๆ
"ผมมีข้อตกลง 3 ปี ผมไม่สามารถที่จะขอมากยิ่งกว่านั้นได้ในตอนนี้ แต่ถ้าหากผมบรรลุเป้าหมายในตอนนี้ผมอาจจะขอข้อตกลงเพิ่มจาก เอ็ด วูดเวิร์ด ไปแล้วเนื่องจากว่าผมอยากอยู่"
"ผมอยากอยู่ที่นี่ มันเป็นสโมสรที่ผมสามารถสร้างความสำเร็จใหญ่ๆได้ เป็นที่ที่ผมอยากเวลาสักนิดสักหน่อย ผมรู้สึกว่า 3 ปีก็พอเพียงแล้ว (ในการทำทีมกลับมาบรรลุเป้าหมาย)"
"ผมมิได้ขอมากยิ่งกว่านี้ แต่ผมอยากอยู่ไปนานๆแมนฯ ยูไนเต็ดจะเขี่ยผมทิ้งเมื่อพวกเขาอยาก ไม่ใช่ในช่วงเวลาที่ผมอยาก เนื่องจากว่าผมไม่ได้อยากจากไปเลย"

กฎอะเวย์โกล…โอเคมั๊ย

วินาทีที่ เอดินสัน คาวานี่ ตะบันผ่าน มาร์ค อันเดร แทร์ ชเตนเก้น เว้นแต่จะมีผลให้อ่างถ้วยชามยักษ์เงียบมากโดยมีแม้กระนั้นเสียงโห่ร้องจากบรรดาอาคันตุกะห้าพันชีวิตที่แผดลั่น ก็ยังทำให้บางเสี้ยวอารมณ์รู้สึกว่ากฎประตูทีมเยือนที่ออกกันมานั้นมีความไม่เป็นธรรมซุกซ่อนจริงๆ

เป็นได้ยังไงทีมที่อุตสาห์มุ่งหน้ารัวถึงสามลูก (ทั้งที่จากเกมแรเกรียวกราวว่าพวกเขาถูกถอดชื่อออกจากสารบบเรียบร้อย) จำเป็นต้องมาโดนดับโอกาสเพียงแค่การเสียลูกเดียว??

ขณะนั้นเข็มนาฬิกากระดุกกระดิกผ่านหนึ่งชั่วโมงนิดเดียว นั่นหมายคือว่าขุนพลเสื้อเลือดหมูสีน้ำเงินจำต้องดาหน้าทำให้ได้อีก 3 ประตู แม้มั่นใจว่าปาฏิหาริย์บนโลกนี้ไม่เคยตาย
เปแอสเชก็ไม่ใช่ทีมไก่กาไหน นี่คือสมาพันธ์หมายเลขหนึ่งของฝรั่งเศสซึ่งมีความทะเยอทะยานต้องการครอบครองเจ้ายุโรปให้ควรได้ อีกนั่นแหละก็อาจมีแม้กระนั้นบาร์เซโลน่าที่ทำอะไรแบบคืนวันพุธได้ พวกเขาอาจตบเกียร์ห้าต่อไป อย่าลืมว่าจุดอ่อนคือข้างหลังบ้านก็จะรั่ว ขืนเสียอีกลูกก็เหมือนลงหลุมแล้วโดนดินฝังด้วย

เพราะเหตุว่าปัญหามิได้อยู่ที่ว่าเมื่อเอาสกอร์สองเกมมารวมแล้วผู้ใดได้มากยิ่งกว่าจะได้รับการชูมือ ปัญหาดันผูกตรงว่ามีกฎอะเวย์โกลซึ่งทางยูฟ่าตั้งอกตั้งใจว่าเพื่อพวกทีมเยือนไม่เป็นอุดกันเป็นข้อแย้งสำคัญ

ยักษ์กาตาลันยิงลูกที่ 4 นาที 88…

ใช่นะครับ-Football, Bloody Hell!!

ซีซั่นที่แล้ว เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ฉายแววตาแสนผิดหวังเมื่อบาเยิร์น มิวนิคหยุดรอบรองชนะเลิศอีกคราวด้วยการ''เสมอ'' แอตเลติเตียนโก มาดริดสองนัดหมาย 2-2 ผมเขียนไม่ผิดใช่มั้ย เกมแรกที่สเปนบุกไปแพ้ 0-1 แม้กระนั้นมาเอาคืนที่อัลลิอันซ์ อารีน่า 2-1

ถามคำถามว่าเสือใต้ควรอกหักมิได้ไปซาน สิโร่ที่ไหน??

ปี 2009 คำกริยาอันธพาลของ ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา ถ้ายังจำได้ ทว่านั่นแหละทุกคนรู้เรื่องว่าเป็นผู้ใดก็โมโห ทั้งการเป่าเฮงซวยของเชิ้ตดำจากนอร์เวย์ตลอดจนการที่ความฝันจำเป็นต้องมาพังทลายในนาที 93

ใช่ บ้าจริงๆทั้งที่สกอร์สองนัดหมายอย่างไรก็ควรจะได้เตะยืดเวลาเพราะเหตุว่าเสมอกัน 1-1 แม้เพียงแค่กติกาจากยูฟ่าที่ให้สิทธิ์ทีมเยือนพิเศษในกรณีทำแต้มนอกรังได้ หรือกระทั่งอาร์เซน่อลเองก็เคยมีอยู่ปีที่ทำเป็นดีสุดแล้วต่อการตรึงผลสองเกมให้เท่ากับบาเยิร์นถึงที่กะไว้ 3-3 แม้กระนั้นพวกเขาก็ไม่วายจำเป็นต้องกระเด็นรอบน็อกเอาต์รอบแรก เพราะเหตุว่าจากกฎอะเวย์โกล

แน่ๆ แท็กติกจึงจำเป็นต้องละเอียดมากสำหรับระบบเหย้า-เยือนชนิดนี้

ปัญหาคือว่าทีมที่ได้เฝ้ารังก่อนแม้มิได้ศักดินาสูงอย่างบาร์ซ่า, บาเยิร์น หรือมาดริดควรเอาอย่างไรดี เนื่องมาจากถ้ามัวแต่บุกเพื่อหมายเก็บความมีชัยก่อนแล้วไปพลาดโดนมา งานก็หนักเป็นสองเท่าทันที ซึ่งฤดูกาลที่แล้วแมนเชสเตอร์ ซิตี้ก็ทำแบบงั้นด้วยการเสมอมาดริด 0-0 ที่เอติเตียนฮัด สเตเดี้ยม เพียงแค่เกมสองไม่สามารถที่จะอาศัยเกมโต้กลับทะลวงผ่านแนวรับของพระราชาชุดขาวได้สักลูก

สำหรับกฎอะเวย์โกลถูกคิดขึ้นทีแรกปี 1965 ในรายการคัพ วินเนอร์ส คัพ (เอาแชมป์บอลถ้วยแต่ละประเทศเจอะกัน) โดยเหตุผลริเริ่มมาจากเพื่อกำจัดการรีเพลย์ออกไปในกรณีสกอร์เสมอกัน สมัยเก่าจำเป็นต้องนึกภาพตามว่ายุคสมัยโบราณที่การเดินทางยังไม่สบาย ระบบต่างๆก็ออกจะล้าหลัง ซึ่งสมัยนั้นมีการคำนวณว่าสถิติความมีชัยของทีมเยือนในเวทียุโรปมีเพียงแค่ 16% โดยก็พอรู้เรื่องตามได้ว่ามันลำบากต่อการที่ทีมใดก็ตามจำเป็นต้องข้ามน้ำข้ามทะเลไปฟาดหน้าแข้งภายใต้ข้อจำกัดของต้นสายปลายเหตุต่างๆ

ย้อนกลับไปจึงมักเจอผลที่ชนะกันมโหฬาร อย่างแมนฯ ยูไนเต็ดเคยต้อนเอชเจเคของประเทศฟินแลนด์ 6-0, เบนฟิก้าไล่กระหน่ำทีมจากลักเซมเบิร์กสิบลูก หรือเฟเรนซ์วารอสจากฮังการีเอาชนะเรคยาวิกของไอซ์แลนด์ 9-1 ฯลฯ

ยิ่งกว่านั้น ตามความเลื่อมใสของยูฟ่าคือเพื่อมอบให้กำลังใจต่อทีมที่ไปพ่ายมา 3-1 ว่ายังมีหวังมากยิ่งกว่า 2-0!!!

แม้กระนั้น เวลาเปลี่ยนไป เทคโนโลยีก้าวล้ำขึ้น ขณะนี้การออกนอกประเทศถือว่าง่าย ระบบวิทยาศาสตร์การกีฬาก็เข้ามามีหน้าที่ที่ทำให้สกอร์ไม่กระจายแค่นั้นอีกแล้ว สถิติของทีมเยือนในยุโรปก็กำชัยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเป็นเฉลี่ยอยู่ที่ 35%

ผมมั่นใจว่าเกมฟุตบอลบ้าๆที่คัมป์ นูเมื่อคืนนี้วันพุธ ทดลองว่าเป็นทีมอื่นก็อาจถอดหัวใจกับโยนผ้าขาวให้เปแอสเชไปแล้วเมื่อเสียอะเวย์โกลแบบงั้น

แม้นั่นคือบาร์ซ่าที่อุดมพรั่งพร้อมด้วยแนวรุกสุดอันตราย

ก็บางทีอาจต้องโทษนักเตะจากเมืองหลวงฝรั่งเศสเหตุว่า พวกเขาเกรงสั่นเกินความจำเป็น ประมาทด้วยที่ไม่คิดว่าจะมาโดนสามลูกชิดกันข้างในช่วงที่ห่างกัน 7 นาที

ขณะเดียวกันก็เป็นได้ว่าแม้ไม่มีอะเวย์โกล เกมก็บางทีอาจจำเป็นต้องยืดเวลาเนื่องมาจากพอบาร์ซ่ากะซวกประตูที่ 5 ได้ก็บางทีอาจผ่อนเกมลง ขอใช้คำว่า ''อาจจะ'' ครับผม เนื่องมาจากการมาเขียนพินิจพิจารณาคราวหน้าย่อมยากที่จะคาดคะเนเหตุการณ์ที่กำลังเป็นไปในสนามขณะนั้นๆ

นะครับ ตามเซนส์ของเราทั่วไปนั้น ระบบเหย้า-เยือนไม่ว่าจะถ้วยใด การที่ฝ่ายใดก็ตามได้กลับมาเตะในรังนัดหมายสองมักถูกมองว่าได้เปรียบกว่า

เนื่องมาจากกฎอะเวย์โกลนำมาซึ่งการทำให้ทีมที่ออกไปนอกบ้านก่อนสามารถเลือกได้ว่าจะใช้อุบายใดสู้ บางครั้งมขอยิงได้สักลูกก็พอใจ แม้จบด้วยความมีชัยจะเพอรต์แม้กระนั้นถ้าเสมอ 1-1 หรือกระทั่งเสียเชิงก่อน 1-2 ก็คงมีความมั่นใจดวงใจว่าสามารถปิดจ๊อบได้ในเกมที่สอง

ยิ่งกว่านั้นจากผลที่เกิดขึ้นจากการสำรวจรอบทศวรรษมานี้พบว่าจำนวนประตูของเกมนัดหมายสองรอบน็อกเอาต์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (รอบ 16, รอบ 8 แล้วก็รอบตัดเชือก) มีสูงกว่าเกมแรกโดยค่าเฉลี่ยตกที่ 33 ลูก กับ 39 ลูก ซึ่งนั่นก็อาจจะชักแม่น้ำโยงกับกฎประตูทีมเยือนได้ว่านำมาซึ่งการทำให้นัดหมายสองทั้งสองเปิดหน้าเข้าพบมากกว่า หรือบางครั้งมันเป็นธรรมชาติของเกมฟุตบอล อย่างครึ่งแรกของแต่ละเกมก็ชอบไม่สนุกเท่าครึ่งหลัง

''เพราะเหตุว่าครึ่งแรกเครื่องยังไม่ร้อน อีกอย่างบางครั้งก็ดูเชิงกันบ้าง บางครั้งก็ย้ำแท็กติกกันมากไป แล้วก็บางครั้งร่างกายที่เพิ่งลงไปอาจฟิตทั้งสอง แม้กระนั้นพอเวลาผ่านไปทีมที่ฟิตกว่าก็บางทีอาจบดเอาชนะได้'' กูรูทางลูกหนังคนหนึ่งเคยกล่าวเอาไว้

สี่คู่ที่พ้นไปเมื่อคืนนี้วันอังคารแล้วก็พุธก็เดินตามทฤษฎีดังกล่าว เมื่อเกมแรกนั้นยิงกัน 15 ลูก ส่วนเกมสองใส่กันไม่ยั้งถึง 21 ลูก

โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์บางทีอาจโอดครวญถึงโอกาสเป็นอย่างมากในนัดแรกที่เอสตาดิโอ ดา ลุยซ์ของเบนฟิก้า กระนั้นด้วยประสิทธิภาพทั้งหมดทั้งปวงก็ทำให้พวกเขากลับมาต้อนสบายซึ่งๆหน้ากองเชียร์คลื่นมนุษย์สีเหลือง

อีกนั่นแหละ บางบุคคลชี้ว่าอะเวย์โกลยังไงก็ดีกว่าไปเตะจุดโทษ ซึ่งไม่ได้แตกต่างจากการโยนเหรียญหัวหรือก้อย แม้กระทั้งกฎซัดเดนเดธซึ่งเคยประยุกต์ใช้ช่วงหนึ่งก็ดูเหมือนขาดความกรุณาปรานีเกินความจำเป็น

''หลายทีมแฮปปี้ที่เสมอ 0-0 ในบ้านแทนที่จะบุกใส่เพื่อเอาชนะ เพราะเหตุว่าพวกเขาไม่ต้องการเสียในบ้านก่อน พวกเขามั่นใจว่าเกมสองที่ไปเยือนการไม่เสียไปก่อนจะมีผลให้เล่นง่ายดายกว่า ด้วยเหตุดังกล่าวผู้ใดก็ตามที่เป็นทีมที่เล่นเกมรับเหนียวแล้วได้จับฉลากเตะในบ้านก่อน ทีมนั้นจะได้เปรียบ'' อาร์แซน เวนเกอร์ เคยร่วงความเห็นเอาไว้นานแล้ว

ตามธรรมดาแล้วทีมที่เก่งกว่าก็ควรเอาชนะทีมที่อ่อนกว่า

ก็ปลาใหญ่รับประทานปลาเล็กนั่นแล

แม้ด้วยความเป็นฟุตบอลซึ่งมักมีพลิกล็อก อะไรๆก็เป็นได้ โดยเฉพาะปัจจุบันที่เรื่องความเจริญของแท็กติกกับความก้าวล้ำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้แต่ละทีมแทบจะใกล้เคียงกัน เว้นเสียแต่ในด้านทุน, ฝีเท้านักเตะ กับฐานแฟนบอล ซึ่งอาจแตกต่างกัน

กฎอะเวย์โกลจึงเรียกว่าน่าเอื้อทีมเล็กๆมากยิ่งกว่า เนื่องมาจากพวกทีมใหญ่มั่นใจว่าพวกเขาสามารถขย่มได้อยู่แล้วทั้งสองเกม

แม้ประตูทีมเยือนนี่แหละ…มักรังควานพวกเขา

โมนาโกแพ้ 3-5 เกมแรกแม้กระนั้นพวกเขาย่อมอาจเปี่ยมด้วยความคาดหวัง เพราะเหตุว่าเกมสองขอชนะ 2-0, 3-1 หรือ 4-2 ซึ่งสถิติในรังของจ่าฝูงลีก เอิง ปัจจุบันนี้ชนะ 12 เสมอ 1 แพ้ 1 ยิงได้ 50 เสีย 10

ผมมีความอยากละเลียดงานวันนี้ ทันทีที่เห็นท่าทีคอตกของขุนพลบาร์ซ่าวินาทีที่คาวานี่ฆ่าเข้าไป ก็มิได้ไม่เหมือนกับผีเสื้อสักตัวที่เจอกับใยแมงมุมกระทั่งทำให้บินต่อไม่ติด ทั้งที่ดอกไม้อันงดงามชูช่อรออยู่ไม่ไกล

อะเวย์โกลคือกติกาที่แฟร์มั้ย??

อาจไม่ แม้กระนั้นมันก็อาจจะดีมากกว่าเตะจุดโทษแม้พินิจเชิงศาสตร์ของลูกหนัง เพราะเหตุว่ามันได้วัดกึ๋นของผู้ฝึกสอนกับความเตรียมการของทีม

แม้ผีเสื้อตัวหนึ่งอาจจะต่อต้าน

เพราะเหตุว่ามันอยากบินไปให้ถึงดอกไม้ที่ชูช่อ ถึงแม้ว่าจะปีกมันจะหักตอนเหลืออีกไม่หลาก็ตาม

สุดยอดแห่งจิ้งจอกสยาม

ขอกล่าวว่ามันเป็นเรื่องน่าพิศวงมากมายครับ น่าพิศวงพอๆกับการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกของ เลสเตอร์ สิตี้ เมื่อฤดูกาลที่แล้วเลยทีเดียวว
เป็นตั้งแต่แมื่อ เคลาดิโอ รานิเอรี่ ถูกไล่ออกจากตำแหน่งผู้จัดการกลุ่ม – ทันใด! สมัยก่อนสมาชิกของคุณพี่เขาก็เดินหน้ากะซวกชัยแบบไม่เกรงใจนายจ้างเก่าถึง 6 ครั้งติดต่อกันในทุกรายการ โดยถล่มไป 15 ประตู และเสียเพียงแค่ 4 เม็ดเท่านั้น
พรรคพวกสุนัขจิ้งจอกไทยมีชัยในพรีเมียร์ลีกติดต่อกัน 5 เกม ไต่เต้าเองหนีโซนอันตรายจนถึงแทบมั่นใจได้แล้วว่าไม่ตกชั้นแน่นอนแถมยังพุ่งทะยานเข้าไปถึงรอบ 8 กลุ่มในที่สุดของศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้เสร็จอีกต่างหาก
นี่ถ้าหากพวกเอ็ง เอ๊ย! พวกเขาอยู่ในฟอร์มการเล่นนี้ตั้งแต่ตอนแรกฤดูกาล เผลอๆบางทีอาจมีสิทธิ์คุ้มครองปกป้องแชมป์ของตนเองได้เสร็จด้วย ไม่น่าเชื่อเช่นกันครับว่าเรื่องเหล่านี้จะเกิดขึ้น หลังจาก เลสเตอร์ มอบตำแหน่งผู้จัดการกลุ่มให้ เคร็ก เช็คสเปียร์
ไม่น่าเชื่อจริงๆครับ – ไม่น่าเชื่อ – ไม่น่าเชื่อ – ไม่น่าเชื่อ – ไม่น่าเชื่อ แต่ก็ต้องเชื่อ ด้วยเหตุว่ามันเป็นไปแล้ว
ฤดูกาลนี้ เคลาดิโอ รานิเอรี่ คุมกลุ่มในพรีเมียร์ลีกไปทั้งหมดทั้งปวง 25 นัด ปรากฏว่า เลสเตอร์ เอาชนะคู่ปรปักษ์ได้เพียงแค่ 5 นัดเท่านั้น
มิซ้ำ 9 เกมในทุกรายการก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงที่ปรึกษาใหม่ เลสเตอร์ ประสบความแพ้พ่ายถึง 7 นัด และเสมอ 2 นัด โดยแพ้ผู้ใดกันเลย
ผลงานตกต่ำดำตรงแตกต่างจากเมื่อฤดูกาลที่แล้วแบบหน้ามือเป็นข้างหลังตีน พวกเขากลายร่างเป็นกลุ่มดาดๆที่มิได้มีความน่าขามเกรงอะไรจนถึงไปยืนอยู่หน้าปากเหว เสี่ยงต่อการโดนถีบตกชั้นแม้ว่าตัวเองมีศักดาเป็นถึงแชมป์เก่า
ขูดความจำได้ว่าผู้ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านเกมลูกหนังผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อย (รวมทั้งผู้ไม่ชำนาญอย่างผมด้วย) พากันวิเคราะห์หาต้นเหตุที่กล่าวว่าเพราะอะไร "แชมป์เก่า" ถึงนั่งแทรกกับความตกต่ำอย่างนี้ ก่อนจะเจอต้นเหตุหลักๆว่า…

1. ผู้เล่นของ เลสเตอร์ น่าจะหมดแรงจูงใจ ข้างหลังพุ่งเข้าชนการบรรลุเป้าหมายครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร
2. โทษฐานที่เป็นแชมป์เก่า แน่นอนว่าคู่ปรปักษ์ย่อมระมัดระวังและเน้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆยามเจอกลุ่มสุนัขจิ้งจอกสีน้ำเงิน
3. การไม่มีผู้เล่นสำคัญอย่าง เอ็นโกโล่ ก็องเต้
4. ผู้เล่นหลายคนฟอร์มตกอย่างน่าขยะแขยง ไม่ว่าจะเป็น เวส มอร์แกน, โรเบิร์ต ฮูธ, ริยาด ม่าห์เรซ และเจมี่ วาร์ดี้
และฯลฯ เช่น "พลังงานบางสิ่ง" ที่พิสูจน์มิได้ด้านวิทยาศาสตร์น่าจะเสื่อมความศักดิ์สิทธิ์ซะแล้ว
หรือกองเชียร์สุนัขจิ้งจอกไทยที่เคยเจออย่างเยอะมากในบางประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้น่าจะหายบ้าเห่อ ภายหลังที่กระแสความแรงของ เลสเตอร์ ในฤดูกาลนี้จะตกลงไปอย่างน่าใจหาย แต่ในความมีชัย 6 นัดล่าสุด มันบ่งชัดว่าพวกเขามิได้มีปัญหากลุ่มนี้เลยนี่หว่า
ผู้เล่นของ เลสเตอร์ มิได้แสดงให้เห็นว่าหมดแรงจูงใจตรงไหน สิ่งที่เห็นเป็นการไล่ขย่มคู่ปรปักษ์อย่างเอ็นหน้าจอยหัวแม่ตีน
แม้คู่ปรปักษ์จะระมัดระวังอย่างต้องหนักตามสูตรสำเร็จเวลาเจอแชมป์เก่า แต่พวกเขาก็มีดีพอที่จะเอาชนะได้แบบไม่ระบมหัวแม่ตีนด้วย
แม้จะไม่มี เอ็นโกโล่ ก็องเต้ แต่ เลสเตอร์ ก็ทุ่มเงินซื้อคนอื่นๆเข้ามาแทน แถมพวกเขายังเจ๋งพอที่จะเอาชนะคู่ปรปักษ์ดังเดิมนั่นแหละ
ส่วนผู้เล่นตัวหลักอย่าง เวส มอร์แกน, โรเบิร์ต ฮูธ, ริยาด ม่าห์เรซ และเจมี่ วาร์ดี้ ต่างระเบิดฟอร์มการเล่นอันสุดยอดออกมาอีกครั้ง
เคลาดิโอ รานิเอรี่ เองก็มิได้ทำอะไรผิดพลาดน่าขยะแขยง แล้วสมาชิกจะงัดเลื่อยกระแสไฟฟ้ามาหั่นขาเก้าอี้ของเขาทำแมวน้ำอะไร และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด เจ้าของกลุ่มที่เป็นชาวไทยก็ออกโรงมายืนยันหนักแน่นว่าไม่มีผู้เล่นของ เลสเตอร์ ผู้ใดกันแน่ที่มาเข้าหาแล้วร้องขอให้ปลดที่ปรึกษาชาวอิตาลีออกจากตำแหน่งสักหน่อย เพศผู้เล่นที่เป็นข่าวถูกสื่ออังกฤษปรักปรำว่าขอเข้าหาเจ้าของกลุ่ม เพื่อให้ถีบนายจ้างของตนเองออกจากตำแหน่งก็ออกโรงมายืนยันหนักแน่นเช่นกันว่าไม่เคยทำอะไรที่อดสูแบบงั้น
จึงพอเพียงจะสรุปได้ว่าพวกเขามิได้เล่นแบบ "ล้มผู้ฝึกสอน" ครับ มันไม่น่าจะมีหรอก ไอ้การเล่นล้มผู้ฝึกสอนเนี่ย ด้วยเหตุว่ามันน่าสมเพช เข้าใจว่ามันน่าจะเป็นเรื่องที่ชาวบ้านคิดกันไปเองซะมากยิ่งกว่า
ในเมื่อมิได้เป็นแบบที่ชาวบ้านเขานินทากัน แล้วเหตุไฉน ผลงานของ เลสเตอร์ ก่อนและข้างหลังการปลด เคลาดิโอ รานิเอรี่ มันถึงได้ไม่เหมือนกันอย่างสิ้นเชิง?จุดนี้อาจจะต้องขอยกความดีความชอบให้กับผู้จัดการกลุ่มคนใหม่ เคร็ก เช็คสเปียร์ นี่เป็นสุดยอดผู้จัดการกลุ่มสุดยอดคนหนึ่งซึ่งไม่เคยมีผู้ใดกันรู้มาก่อน เขาวางแผนการเล่นแบบเดิมๆให้สมาชิก ย้ำเกมรับรัดกุม ก่อนจะจังหวะรุกรานแบบลอบสังหาร อาศัยความรู้ความเข้าใจเฉพาะตัวของ รียาด ม่าห์เรซ และความรวดเร็วกว่านเกลื่อนกลาดของ เจมี่ วาร์ดี้ เป็นทีเด็ด ระบบการเล่นก็ดังเดิมเป็น4-4-2 มีปีก 2 ข้าง มีหน้า 2 ตัว
เพศผู้เล่นก็เดิมๆนั่นแหละ แถมสมรรถนะบางทีอาจต่ำกว่าเดิมด้วย ด้วยเหตุว่าอย่าลืมว่าไม่มี เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ที่ลูกฟุตบอลอยู่ตรงไหน ข้าก็อยู่นั่น
…ว่าแล้วก็ตั้งตัวเองเองผู้จัดการกลุ่มคนแรกในประวัติศาสตร์ลูกหนังอังกฤษที่เริ่มคุมกลุ่มหนแรกแล้วชนะติดต่อกัน 6 นัดแรก ซึ่งขนาดผู้จัดการกลุ่มรุ่นบรมครูอย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน, อาร์แซน เวนเกอร์ หรือคาร์โล อันเชล็อตติ ยังไม่มีปัญญาทำอะไรอย่างนี้เลยนะครับคุณ
ตอนที่ โชเซ่ มูรินโญ่ เริ่มคุม เชลซี เป็นฤดูกาลแรก พี่แกก็ทำสถิติชนะตั้งแต่นัดแรกได้เพียงแค่ 4 ครั้งติดต่อกันเท่านั้น
ยิ่งไปกว่านี้ต้องชื่นชอบเจ้าของกลุ่ม เลสเตอร์ สิตี้ ด้วยครับที่ตัดสินใจได้ถูกต้องที่เอา "คนใน" อย่าง เคร็ก เช็คสเปียร์ นี่แหละขึ้นมาคุมกลุ่มแทน โดยไม่จำเป็นต้องไปหาผู้จัดการกลุ่มคนใหม่ให้เสียเวล่ำเวลา
เคร็ก เช็คสเปียร์ เป็นคนอังกฤษแต่กำเนิด เกิดที่เมืองเบอร์มิงแฮม เดี๋ยวนี้อายุ 53 ขวบ ในสมัยก่อนเคยเป็นนักฟุตบอลของกลุ่มในลีกข้างล่างๆอย่าง วอลล์ซอลล์, เชฟฯ เว้นส์เดย์, เวสต์บรอมวิช, กริมส์บี้, สคันธอร์ป, เทลฟอร์ด ยูไนเต็ด และเฮนส์ฟอร์ด ทาวน์ ก่อนแขวนสตั๊ด เมื่อปี 2000

เริ่มงานทางด้านผู้ฝึกสอนหนแรกด้วยการเป็นที่ปรึกษากลุ่มสำรองของ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ก่อนขึ้นมารักษาการแทนตำแหน่งผู้จัดการกลุ่มของ "เดอะ แบ็กกี้ส์" แทนที่ ไบรอัน ร็อบสัน ที่ถูกไล่ออกไป
ปี 2008 เข้ามารับตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการกลุ่ม เลสเตอร์ สิตี้ โดยเป็นมือขวาของ ไนเจล เพียร์สัน หลังจากนั้นก็ติดตาม ไนเจล เพียร์สัน ไปอยู่ที่ ฮัลล์ สิตี้ เมื่อปี 2010 ก่อนจะตามนายจ้างกลับมาที่ คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม อีกครั้งในปี 2011
เมื่อ ไนเจล เพียร์สัน ถูกไล่ออกจากตำแหน่ง เคร็ก เช็คสเปียร์ ก็แปลงเป็นผู้ช่วยของ เคลาดิโอ รานิเอรี่ จนถึงก้าวขึ้นมาเป็นผู้จัดการกลุ่มแบบเต็มตัวพร้อมทำสถิติสุดยอด ชนิดที่ไม่เคยมีผู้จัดการกลุ่มคนใดในลีกสูงสุดของอังกฤษเคยทำเป็น เป็นคุมกลุ่มหนแรกแล้วชนะถึง 6 ครั้งติดต่อกัน
ตอนรักษาการแทน ไบรอัน ร็อบสัน ที่ เวสต์บรอมวิช สมาชิกของเขาก็เอาชนะคู่ปรปักษ์ได้เสร็จครับ-ขออภัย (บุกไปชนะ คริสตัล พาเลซ 2-0) ซึ่งก็กล่าวได้ว่าสถิติในการคุมกลุ่ม เป็นชนะ 100%
ตอนเด็กๆเคร็ก เช็คสเปียร์ น่าจะลอกการบ้านเก่งครับ ด้วยเหตุว่าเขาแทบจะมิได้เปลี่ยนอะไร โดยทำทุกอย่างเหมือนกับที่ เคลาดิโอ รานิเอรี่ เคยเสกให้ เลสเตอร์ เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก เมื่อฤดูกาลที่แล้วนั่นแหละ
ก็ในเมื่อทุกอย่างมันดีอยู่แล้ว มันลงตัวอยู่แล้ว จะไปเปลี่ยนมันทำแมวน้ำอะไรล่ะ แถมยังสามารถปลุกจิตวิญญาณอันหื่นกระหายของสุนัขจิ้งจอกหัวหมอให้กลับมาได้ดังเดิมอีกต่างหาก
ก็แค่ในความตกต่ำของ เลสเตอร์ กลับถูกพวกปากหอยปากปูนินทาว่าเกิดขึ้นด้วยเหตุว่านักเตะเล่นล้มผู้จัดการกลุ่มคนเก่า ต่อเมื่อผลงานกลับมางามเป็นบ้าอีกครั้ง กลับไม่มีใครมองเลยว่ามันเป็นความรู้ความเข้าใจของผู้จัดการกลุ่มคนใหม่ ขอกล่าวว่า เคร็ก เช็คสเปียร์ นี่แหละเป็น"ว่าที่" ผู้จัดการกลุ่มชาติอังกฤษคนต่อไปนะครับ

แหม่…นี่ถ้าหากผมเป็นประธานชมรมฟุตบอลอังกฤษนะ ผมจะหาเรื่องปลด แกเร็ธ เซาธ์เกต ออกจากตำแหน่งแล้วแต่งตั้ง เคร็ก เช็คสเปียร์ เข้าไปแทนที่ให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย
รับรองว่ากลุ่มชาติอังกฤษมีโอกาสได้แชมป์โลกในปี 2018 นี้อย่างแน่แท้ ด้วยเหตุว่านี่เป็นสุดยอดผู้จัดการกลุ่มสายพันธุ์สิงโตขู่คำรามที่หาได้ยากยิ่งในยุคนี้
มันเป็นเรื่องน่าพิศวงมากมายครับที่อยู่ๆเลสเตอร์ สิตี้ ก็กลับมาเกิดใหม่ใหม่ เพียงแค่ปลดผู้จัดการกลุ่มคนเก่าออกไปแล้วเอา "มือขวา" ของผู้จัดการกลุ่มคนเก่านั่นแหละเข้ามารับหน้าที่แทน
เรียนตามจริงว่าตั้งแต่หมกมุ่นกับเกมลูกหนังมายาวนานกว่า 30 ปี ผมไม่เคยเห็นอะไรที่มันย้อนแย้งกันอย่างหนักอย่างนี้มาก่อน
เมื่อได้ผลงานอันรุนแรงแบบช้างก็ผลักไม่อยู่ของ เลสเตอร์ สิตี้ และที่นาต่อนี้ไป เคลาดิโอ รานิเอรี่ อาจจะสับสนพลางรำพึงรำพันกับตัวเองใต้ต้นซากูระเป็นภาษาอิตาลีว่า "ข้าทำผิดอะไร?" แต่นี่แหละเป็นความลี้ลับ สลับซับซ้อน ลึกลับซับซ้อนมาก เพื่อนพ้องคิดคดทรยศ บนเหลี่ยมเลห์กลของโลกลูกหนังที่ไม่มีอะไรแน่นอน (อ่อนแอก็แพ้ไป) อนึ่ง ผู้เล่นของ เลสเตอร์ มิได้เล่นล้มผู้ฝึกสอนครับ

ฟอร์มเทพ เนย์มาร์ชูผลงานถลุงPSGสุดมันส์

 

ศูนย์หน้าชาวแซมบ้า เชื่อฟอร์มการเล่นในเกมไล่ต้อนเปแอสเชคือผลงานที่ดีที่สุดของตัวเองตั้งแต่เล่นฟุตบอลมา

เนย์มาร์ ดาวซัลโวล ของทีมต่างดาว ชูท็อปฟอร์มการเล่นเกมเปิดรังอัดW88ปารีส แซงต์ แชร์กแมง 6-1 ในศึกยูฟา แชมเปียนส์ ลีก รอบ 16 ทีม นัดสอง คือผลงานที่ดีที่สุดในชีวิตของตัวเอง

ศูนย์หน้าชาวแซมบ้าโชว์ฟอร์มเป็นพระเอกในเกมนี้ ทำ 2 ประตู กับ 2 แอสซิสต์ นำอาซูลกรานาสร้างปาฏิหาริย์พลิกแซงเปแอสเชแบบเหลือเชื่อ ด้วยสกอร์รวม 2 นัด 6-5 ทั้งที่เป็นฝ่ายแพ้มาก่อนในเกมแรก 0-4 พร้อมตีตั๋วสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายต่อไป

"ยินดีกับทุกคนในทีมเพราะพวกเขาเชื่อมั่นจนนาทีสุดท้าย" หอกวัย 25 กล่าว

"ใช่ เราทำได้ นี่คือเกมที่ดีที่สุดที่ผมเคยลงเล่น"

"ถ้าเราเชื่อมั่น ถ้าเราลงเล่น มันยากที่ใครหยุดทีมต่างดาว"

"เกมแบบนี้มันเกิดขึ้นได้แค่ครั้งเดียวในชีวิต ไม่มีใครคาดคิดว่าเราจะยิง 6 ประตู และเราก็ทำได้"

ขณะเดียวกัน ศูนย์หน้าชาวแซมบ้ายังเชื่อมั่นว่า ลิโอเนล เมสซี คู่หูในแนวรุกจะต่อสัญญาใหม่กับทีมแน่นอน

"ลีโอจะต่อสัญญาอย่างแน่นอน" เนย์มาร์ กล่าว

ปธ.ปารีสปัดขายแวร์รัตติไม่ว่าจะได้ขายแค่ไหน

นาสเซอร์ อัล-คาลิฟาประธานปารีส แซงต์ แชร์กแมงยืนยันหนักแน่นว่าพวกเขาไม่มีความคิดที่จะค่าตัวมาร์โค แวร์รัตติออกจากทีมไม่ว่าจะได้ราคาเท่าไหร่ก็ตาม

กองกลางวัย 24 ปีตกเป็นข่าวกับทีมยักษ์ใหญ่ในยุโรปหลายทีมโดยยังเหลือสัญญาอยู่กับทีมอีก 2 ปี

''เราจะไม่ปล่อยเขาออกจากทีมไม่ว่าจะได้ราคาสูงแค่ไหนและเขาจะอยู่ที่นี่กับเรา''

”ลอฟเรน” บินตรวจเยอรมันพลาดชนเลสเตอร์ ซิตี้

สื่อเมืองผู้ดีรายงานข่าว เดยัน ลอฟเรน กองหลังของ ลิเวอร์พูล กําลังเดินทางไปตรวจรักษาอาการบาดเจ็บที่ประเทศเยอรมันและจะทําให้เขาหมดสิทธิ์ลงสนามพบกับเลสเตอร์ ซิตี้ในสัปดาห์หน้า

 

ลอฟเรนพลาดลงสนามมา 2 นัดติดต่อกันและไม่ได้เดินทางไปฝึกซ้อมกับทีม ด้วยที่ประเทศสเปน

 

โดยกองหลังวัย 27 ปีกําลังเดินทางไปประเทศเยอรมันเพื่อพบกับผู้เชี่ยวชาญพิเศษทางด้านเข่า

 

แต่ถึงอย่างไร เยอร์เก้น คล็อปป์ ยังมีตัวเลือกในตําแหน่งกองหลังให้ใช้งานอยู่ทั้งลูคัส เลว่า,โจเอล มาติปและรักนาร์ คลาวานที่พร้อมจะลงสนามเช่นกัน